← ห้องสมุดกลยุทธ์ Momentum
Price & Volume · Momentum Signal

ราคาบอกว่าเกิดอะไรขึ้น ปริมาณบอกว่ามีคนเห็นด้วยกี่คน
— Price + Volume สำคัญกับ Momentum อย่างไร

หุ้นสองตัวขึ้นมาเท่ากันเป๊ะ บวก 40% ในหกเดือน ตัวหนึ่งมีคนซื้อขายกันวันละหลายล้านหุ้น อีกตัวบางวันแทบไม่มีใครแตะเลย บนหน้าจอมันเขียนเลขเดียวกัน แต่เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิงค่ะ — บทความนี้เล่าว่าปริมาณซื้อขายเข้ามาทำหน้าที่อะไรในคะแนนคัดหุ้นของเรา ทำไมงานวิจัยถึงบอกว่ามันช่วยได้จริงในระยะกลาง แต่กลับเป็นสัญญาณเตือนในระยะยาว และทำไมเราถึงให้น้ำหนักราคากับปริมาณอย่างละครึ่ง

OUR SCORE WEIGHT
50 / 50
น้ำหนักอันดับผลตอบแทนราคา ต่อ อันดับปริมาณซื้อขาย ในคะแนนคัดหุ้นของเรา — เลื่อนปรับเองได้ในแอป
MID-TERM EDGE
+2–7%
ส่วนที่กลยุทธ์วิชาการซึ่งใช้ทั้งราคาและปริมาณ ทำได้ดีกว่ากลยุทธ์เดียวกันที่ดูราคาอย่างเดียว ต่อปี (Lee & Swaminathan 2000)
LONG-TERM WARNING
ปีที่ 2–3
ช่วงที่หุ้นชนะซึ่งมีปริมาณซื้อขายสูง มักกลับทิศ — จากงานวิจัยชิ้นเดียวกัน
S&P 500 LIQUIDITY GATE
250,000
จำนวนหุ้นขั้นต่ำที่ต้องซื้อขายได้ในแต่ละเดือน 6 เดือนติด บริษัทถึงจะผ่านเกณฑ์เข้าดัชนี (S&P Dow Jones Indices)
ฉากที่ 1

เลขเดียวกัน แต่คนละเรื่อง

เริ่มจากภาพที่นึกตามได้ก่อนนะคะ สมมติมีหุ้นสองตัว จบหกเดือนด้วยตัวเลขเดียวกันเป๊ะ

หุ้นตัวแรก
ขึ้นมา 40% ในหกเดือน · วันธรรมดาก็มีคนซื้อขายกันหลายล้านหุ้น
อยากซื้อเมื่อไหร่ก็มีคนขาย อยากขายก็มีคนรับ ราคาบนจอกับราคาที่เราได้จริง ห่างกันไม่มาก
หุ้นตัวที่สอง
ขึ้นมา 40% ในหกเดือนเท่ากัน · แต่หลายวันแทบไม่มีการซื้อขายเลย
ราคาขยับขึ้นมาได้ด้วยรายการเล็กๆ ไม่กี่รายการ — ไม่ใช่เพราะมีคนแย่งกันซื้อ แต่เพราะไม่มีใครยอมขายถูก
ตอนลงเงินจริง
ตัวแรกซื้อได้ใกล้ราคาที่เห็น · ตัวที่สอง พอเราเริ่มซื้อ ราคาก็วิ่งหนีขึ้นไปเอง
เพราะของมีน้อย คำสั่งซื้อของเราเองนั่นแหละที่ดันราคา — ผลตอบแทน 40% ที่เห็นในตาราง จึงเป็นตัวเลขที่เราไม่มีวันได้ครบ
ราคาที่เราเห็นบนจอ คือราคาของการซื้อขายครั้งล่าสุดเท่านั้นค่ะ ถ้าครั้งล่าสุดนั้นมีแค่ไม่กี่ร้อยหุ้น เลขที่เราเห็นก็คือความเห็นของคนไม่กี่คน ราคาจึงตอบได้แค่ว่า “เกิดอะไรขึ้น” ส่วนคำถามที่ว่า “แล้วมีคนเห็นด้วยกี่คน” ต้องไปถามตัวเลขอีกตัวหนึ่ง คือปริมาณซื้อขาย
ฉากที่ 2

ปริมาณซื้อขายคืออะไร แล้วเรานับมันยังไง

ตัวคำนิยามง่ายมากค่ะ — ปริมาณซื้อขาย (volume) คือจำนวนหุ้นที่เปลี่ยนมือในวันนั้น ส่วนที่ต้องอธิบายคือเราเอามันมาใช้ยังไง

ขั้นที่ 1
รวมทั้งหน้าต่างเวลา ไม่ใช่ดูวันเดียว
บวกปริมาณซื้อขายรายวันของหุ้นแต่ละตัว ตลอด 6 เดือนที่เราใช้จัดอันดับ ได้ตัวเลขเดียวต่อหุ้นหนึ่งตัว — วันที่คึกผิดปกติวันเดียวจึงไม่พอเปลี่ยนอันดับ
ขั้นที่ 2
แปลงเป็นอันดับ ทั้งสองด้าน
เรียงหุ้นทั้งจักรวาลตามผลตอบแทน 6 เดือน ได้อันดับชุดหนึ่ง แล้วเรียงตามปริมาณรวม ได้อันดับอีกชุดหนึ่ง หุ้นหนึ่งตัวจึงมีสองอันดับติดตัว
ขั้นที่ 3
เฉลี่ยสองอันดับ ครึ่งต่อครึ่ง แล้วเรียงใหม่
ตัวที่ผลรวมอันดับต่ำที่สุด คือตัวที่เข้าพอร์ต — เท่ากับหุ้นต้องดีทั้งสองด้านพอสมควร ไม่ใช่ชนะขาดด้านเดียวแล้วผ่าน
ที่ต้องแปลงเป็นอันดับก่อน เพราะสองตัวนี้เป็นคนละหน่วยกันค่ะ ด้านหนึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ อีกด้านเป็นจำนวนหุ้นหลักสิบล้าน เอามาบวกกันตรงๆ ไม่ได้ พอเปลี่ยนเป็น “อยู่ที่เท่าไหร่ของตลาด” ทั้งคู่ ก็เทียบกันได้ และไม่มีด้านไหนกลบอีกด้านเพียงเพราะตัวเลขดิบมันใหญ่กว่า · ส่วนค่าครึ่งต่อครึ่งนั้น ในแอปเปิดให้เลื่อนปรับเองได้นะคะ อยากให้ราคาชี้ขาด 70 ปริมาณ 30 ก็ทำได้ แล้วกดรันดูตัวเลขเทียบกันเอง
All-in-one Platform

ระบบที่ว่า อยู่ครบในแอปเดียว

เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นเครื่องมือใช้งานจริง — ตั้งแต่สแกนหาตัวแรง ไปจนถึงวางแผนพอร์ตและตามข่าว

  • กลยุทธ์ Momentum หลายแบบ + Dashboard ทองคำ
  • ปรับน้ำหนักราคา / ปริมาณ แล้วรันย้อนหลังดูผลได้เอง
  • วางแผน + จัดพอร์ต การเงินส่วนตัว · Asset Allocation
  • Roadmap 90 วัน + ข่าวกรองรายวัน
Subscribe at jptrustlearning.com
เครื่องมือทั้งหมดในแอป JP Trust Learning
ฉากที่ 3

งานวิจัยพูดว่าอะไร — และพูดสองหน้าพร้อมกัน

เรื่องนี้ไม่ได้มาจากความรู้สึกค่ะ มีงานที่วัดมันตรงๆ แล้วผลที่ออกมามีสองด้านในชิ้นเดียว

ปี 1993
Jegadeesh กับ Titman เปิดเรื่องด้วยราคาอย่างเดียว
ซื้อหุ้นที่วิ่งดีที่สุดในช่วงที่ผ่านมา แล้วถือต่อ ได้ผลดีกว่าตลาดจริง — แต่งานชิ้นนั้นยังไม่ได้แตะเรื่องปริมาณเลย
ปี 2000
Lee กับ Swaminathan เติมปริมาณเข้าไปในสมการ
ในกรอบระยะกลาง กลยุทธ์วิชาการที่ซื้อหุ้นชนะซึ่งมีปริมาณซื้อขายสูง และขายชอร์ตหุ้นแพ้ซึ่งมีปริมาณสูง ทำได้ดีกว่ากลยุทธ์เดียวกันที่ดูราคาอย่างเดียวราว 2–7% ต่อปี (พอร์ตเราใช้เฉพาะฝั่งซื้อ ไม่ได้ขายชอร์ตนะคะ)
แต่งานเดียวกันพบต่อ
หุ้นชนะที่ปริมาณซื้อขายสูง กลับทิศเร็วกว่าหุ้นชนะที่ปริมาณต่ำ
แรงย้อนกลับปรากฏชัดในปีที่สองถึงสาม ขณะที่ฝั่งหุ้นชนะปริมาณต่ำ ยังไปต่อได้นานถึงราวสามปี
อ่านครั้งแรกเหมือนงานวิจัยเถียงกันเองนะคะ — ปริมาณสูงคือแรงหนุนในระยะกลาง แต่เป็นสัญญาณเตือนในระยะยาว ทั้งที่มาจากข้อมูลชุดเดียวกัน แต่พอเข้าใจกลไกข้างหลังแล้ว มันไม่ได้ขัดกันเลยสักนิดค่ะ
ฉากที่ 4

ข่าวที่กำลังแพร่ในหมู่บ้าน

ลองคิดถึงข่าวสักเรื่องที่กำลังแพร่อยู่ในหมู่บ้านนะคะ แล้วเดี๋ยวจะเห็นว่าทำไมสองด้านนั้นอยู่ด้วยกันได้

วันแรก
คนรู้อยู่ไม่กี่คน ที่เหลือทั้งหมู่บ้านยังไม่รู้
ข่าวจริงแค่ไหนไม่สำคัญเท่ากับว่ามันยังไม่ถึงหูใคร
ระหว่างที่ข่าวกำลังแพร่
มีคนใหม่ทยอยรู้เพิ่มขึ้นทุกวัน
ตรงกับช่วงที่ราคายังไปต่อได้ เพราะยังมีคนซื้อรายใหม่เข้ามาเติมไม่ขาดสาย
วันที่ทุกคนรู้หมดแล้ว
ไม่เหลือใครให้ตกใจกับข่าวนี้อีก
คนซื้อรายใหม่หมดลง เหลือแต่คนที่ถืออยู่แล้ว — ราคาจากจุดนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าใครจะเปลี่ยนใจก่อนกัน
ปริมาณซื้อขายก็คือจำนวนคนที่เพิ่งลงมือค่ะ ยิ่งเยอะ แปลว่าเรื่องนี้กำลังแพร่แรง — แต่แพร่แรง ก็แปลว่าจะแพร่จนหมดคนเร็วกว่าด้วย นี่คือเหตุผลที่งานวิจัยชิ้นเดียวพบทั้งสองอย่าง: ปริมาณสูงทำให้ช่วงที่ยังไปต่อ ไปได้แรงกว่า และทำให้ช่วงนั้นสั้นลงในเวลาเดียวกัน · พูดให้ตรงที่สุดคือ ปริมาณไม่ได้บอกว่าหุ้นตัวนี้ดีหรือไม่ดี มันบอกว่าเรื่องของหุ้นตัวนี้เดินมาถึงไหนแล้ว
ฉากที่ 5

เราเอาข้อนี้มาออกแบบพอร์ตยังไง

พอรู้ว่าปริมาณให้ทั้ง “แรง” และ “เวลา” มาพร้อมกัน การตัดสินใจสองเรื่องของพอร์ตเราก็กลายเป็นเรื่องเดียวกัน

มองย้อนหลัง 6 เดือน
อยู่ในกรอบระยะกลางพอดี — ช่วงที่งานวิจัยบอกว่าปริมาณช่วยได้
สั้นกว่านี้เราจะไปจับข่าววันเดียว ยาวกว่านี้เราจะเริ่มเข้าเขตที่แรงย้อนกลับรออยู่
ถือ 6 เดือน แล้วจัดพอร์ตใหม่
ตัวที่ยังนำอยู่ก็อยู่ต่อ ตัวที่หลุดโผก็ออก
เราจึงไม่ค้างอยู่กับตัวเดิมข้ามไปปีที่สองปีที่สาม ซึ่งเป็นช่วงที่งานวิจัยบอกว่าหุ้นชนะปริมาณสูงมักกลับทิศพอดี — เรื่องของวันจัดพอร์ตนี้ เราเล่าไว้ละเอียดในบทความว่าด้วย rebalance
ให้น้ำหนักครึ่งต่อครึ่ง
ไม่ให้ด้านไหนชี้ขาดฝ่ายเดียว
ราคาแรงแต่ไม่มีใครตาม หรือคนซื้อขายกันคึกคักแต่ราคาไม่ไปไหน ทั้งสองแบบจะถูกอันดับอีกด้านดึงลงเอง โดยเราไม่ต้องตั้งเงื่อนไขห้ามอะไรเพิ่ม
พูดอีกแบบคือ ระยะเวลาที่เราถือ กับน้ำหนักที่เราให้ปริมาณ เป็นคำตอบของคำถามเดียวกัน ถ้าจะใช้ปริมาณเป็นตัวคัด ก็ต้องยอมรับด้วยว่าของที่คัดมาได้นั้นมีอายุ แล้ววางแผนออกไว้ตั้งแต่ก่อนเข้า · ใครยังไม่คุ้นกับเกณฑ์คัดหุ้นชุดนี้ อ่านหุ้นแบบไหนเรียกว่า Momentum ควบคู่ไปได้เลยค่ะ
ฟีเจอร์ข่าวรายวันในแอป JP Trust Learning
Daily Dispatches

ข่าวที่ทำให้ปริมาณซื้อขายขยับ เราย่อยให้ทุกวัน

งบบริษัทชิป ท่าที Fed ราคาน้ำมัน ดีล AI ระดับแสนล้าน — ข่าวกระจัดกระจายทั่ว Wall Street เราคัด สรุปเป็นไทย แล้วบอกต่อว่ามันกระทบพอร์ตอย่างไร

  • คัดจาก Wall Street สรุปเป็นไทยในภาษาที่เข้าใจ
  • ติดโทน Bull / Bear ให้รู้ทันทีว่าข่าวบวกหรือลบ
  • แท็กหุ้นที่เกี่ยวข้องในแต่ละข่าว พร้อมวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยง
Subscribe at jptrustlearning.com
ฉากที่ 6

ข้อจำกัดที่ต้องพูดตรงๆ

ก่อนจบ มีสี่ข้อที่เราคิดว่าควรวางไว้ตรงนี้เลย ไม่ควรให้ใครไปเจอเอาทีหลัง

ข้อ 1
เรานับเป็นจำนวนหุ้น ไม่ใช่มูลค่าเงิน
ที่เม็ดเงินเท่ากัน หุ้นที่ราคาต่อหุ้นถูกกว่าย่อมเปลี่ยนมือเป็นจำนวนหุ้นได้มากกว่า วิธีนับแบบนี้จึงเอียงเข้าหาหุ้นราคาต่อหุ้นต่ำอยู่บ้าง เป็นข้อที่เรารู้ตัวและระบุไว้ตรงนี้
ข้อ 2
เรานับปริมาณ “รวม” ไม่ใช่ปริมาณที่ “ผิดปกติ”
สิ่งที่เราได้จึงเป็นตัวที่คนสนใจอยู่เป็นปกติ ไม่ใช่ตัวที่คนเพิ่งแห่เข้ามา · งานของ Gervais กับคณะ (2001) วัดอีกแบบ คือจับปริมาณที่ผิดปกติในวันหรือสัปดาห์เดียว แล้วพบว่าราคามักปรับขึ้นในเดือนถัดมา — เป็นคนละสัญญาณกับของเรา ไม่ใช่ของที่ใช้แทนกันได้
ข้อ 3
จักรวาลหุ้นของเราถูกกรองมาแล้วชั้นหนึ่ง
S&P 500 มีเกณฑ์สภาพคล่องของตัวเองอยู่แล้ว ทั้งจำนวนหุ้นขั้นต่ำ 250,000 หุ้นต่อเดือนติดกันหกเดือน และสัดส่วนมูลค่าซื้อขายทั้งปีต่อมูลค่าหุ้นหมุนเวียนที่ต้องไม่ต่ำกว่า 0.75 · ในจักรวาลแบบนี้ ปริมาณจึงทำหน้าที่จัดอันดับความสนใจ มากกว่าจะกันของที่ซื้อไม่ออก ถ้ายกวิธีเดียวกันไปใช้กับหุ้นเล็ก บทบาทของมันจะเปลี่ยนไปทันที
ข้อ 4
เลข 50/50 ไม่ใช่ตัวเลขศักดิ์สิทธิ์
เราตั้งไว้เท่ากันเพราะไม่มีหลักฐานหนักแน่นพอที่จะบอกว่าด้านไหนควรชนะ ไม่ใช่เพราะทดสอบแล้วพบว่าค่านี้ดีที่สุด ใครอยากรู้ว่าค่าอื่นให้ผลยังไง ในแอปเลื่อนแล้วรันเทียบได้เลย
และต้องแฟร์กับอีกฝั่งด้วยค่ะ — ในวงวิชาการ ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณซื้อขายกับผลตอบแทนในอนาคต ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ทุกคนเห็นตรงกัน มีงานที่พบว่าเป็นบวก เป็นลบ และไม่มีนัยสำคัญ ปะปนกันครบทั้งสามแบบ สิ่งที่เรายึดคือหลักฐานฝั่งที่วัดในกรอบเวลาเดียวกับที่เราถือจริง ส่วนคำถามที่ว่ารอบหน้าน้ำหนักเท่าไหร่จะให้ผลดีที่สุด เราเองก็ตอบไม่ได้ค่ะ ไม่มีใครตอบได้
ฉากที่ 7

เอาไปใช้กับหุ้นตรงหน้ายังไง

ไม่ต้องมีเครื่องมืออะไรพิเศษเลยค่ะ แอปโบรกเกอร์ทุกเจ้าแสดงปริมาณซื้อขายอยู่แล้ว อยู่ที่เราเปิดดูมันหรือเปล่า

ข้อแรก
ดูปริมาณย้อนหลังพร้อมราคาเสมอ ไม่ใช่ดูราคาอย่างเดียว
คำถามง่ายๆ ข้อเดียว: ช่วงที่ราคาขึ้นมานี้ คนซื้อขายกันหนาขึ้นหรือบางลง
ข้อสอง
ราคายังขึ้นแต่ปริมาณบางลงเรื่อยๆ
แปลว่าคนที่จะเข้ามาเริ่มหมด ไม่ได้แปลว่าต้องขายทันทีนะคะ แต่แปลว่าอย่าเพิ่งเพิ่มน้ำหนักตรงนั้น
ข้อสาม
ราคาขึ้นและปริมาณหนาขึ้นไปด้วยกัน
นี่คือภาพที่ตรงกับนิยามของโมเมนตัมมากที่สุด — แต่ก็เป็นภาพที่มีอายุ ไม่ใช่ภาพถาวร วันที่เข้าซื้อจึงควรรู้แล้วว่าจะกลับมาทบทวนเมื่อไหร่
สรุปแบบเรานะคะ — คำถามที่ถูกไม่ใช่ “ต้องดูปริมาณด้วยไหม” แต่คือ “แรงที่เราเห็นบนราคา มีคนหนุนอยู่กี่คน และเขาเข้ามากันครบหรือยัง” ราคาบอกเราแค่ว่ามีคนซื้อ ปริมาณบอกว่ามีกี่คน และเมื่อดูย้อนหลังทั้งช่วง มันยังบอกกลายๆ ด้วยว่ายังเหลือคนที่ยังไม่รู้เรื่องนี้อีกมากแค่ไหน · ถ้าใครยังไม่เคยอ่านพื้นฐานมาก่อน เริ่มจากหุ้น Momentum คืออะไร แล้วค่อยย้อนกลับมาอ่านหน้านี้อีกรอบจะเห็นภาพขึ้นเยอะเลยค่ะ

คุณล่ะคะ หุ้นที่ถืออยู่ตอนนี้ ราคาล่าสุดที่เห็นบนจอ มาจากการซื้อขายของคนกี่คน?

แหล่งที่มา · Lee & Swaminathan — Price Momentum and Trading Volume (Journal of Finance, 2000) · Jegadeesh & Titman — Profitability of Momentum Strategies (NBER) · Gervais, Kaniel & Mingelgrin — The High-Volume Return Premium (2001) · S&P Dow Jones Indices — S&P U.S. Indices Methodology