JP Trust Learning
JP TRUSTLEARNING
Momentum · พื้นฐานการลงทุน

หุ้น Momentum คืออะไร?

หุ้น Momentum คือหุ้นที่มีแนวโน้มราคาแข็งแกร่งกว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา และมักมีทั้งราคาและปริมาณการซื้อขาย (Volume) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แนวคิดหลักคือ “ของที่กำลังแรง มักจะแรงต่อ” หุ้นที่เป็นผู้นำตลาดมาระยะหนึ่ง มีแนวโน้มนำต่อไปได้อีกในระยะกลาง มากกว่าหุ้นที่กำลังอ่อนแรง นักลงทุนสาย Momentum จึงเลือกซื้อ ‘ตัวที่กำลังนำ’ ไม่ใช่เดาว่าตัวไหนจะขึ้น

ความรู้พื้นฐานสำหรับมือใหม่ · เรียบเรียงโดย JP Trust Learning
ส่วนที่ 1 — แนวคิด
Why Momentum

ทำไม ‘ของที่กำลังแรง’
มักจะแรงต่อ

คำว่า Momentum แปลตรงตัวว่า ‘แรงส่ง’ เหมือนวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่เร็ว ย่อมไม่หยุดในทันที แต่ไหลต่อไปอีกระยะหนึ่ง ราคาหุ้นก็มีลักษณะคล้ายกัน ด้วยเหตุผลเชิงพฤติกรรมหลายอย่าง

ลองนึกถึงรถที่กำลังวิ่งเร็ว — จะให้หยุดทันทีนั้นทำไม่ได้ มันต้องไหลต่อไปอีกพักใหญ่ หุ้นที่ราคากำลังนำตลาดก็เช่นกัน แรงส่งที่สะสมมา มักพาให้ไปต่อได้อีกระยะ

นักลงทุนตอบสนองข่าวดีทีละน้อย (Underreaction) — เมื่อบริษัทมีผลประกอบการดีขึ้น ราคาไม่ได้ปรับขึ้นทีเดียวจบ แต่ทยอยขึ้นตามข้อมูลที่ค่อย ๆ ซึมเข้าสู่ตลาด

เงินลงทุนของสถาบันเข้าเป็นก้อนใหญ่ และใช้เวลาสะสมทีละส่วน ทำให้เกิดแรงซื้อต่อเนื่องหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

พฤติกรรมหมู่ (Herding) — เมื่อหุ้นตัวใดเด่นขึ้นมา ย่อมดึงดูดความสนใจและเม็ดเงินเข้าเพิ่ม ทำให้แรงส่งต่อเนื่อง

มีงานวิจัยรองรับ

แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องเล่าลอย ๆ งานวิจัยของ Jegadeesh และ Titman (1993) พบว่าหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีในช่วง 3–12 เดือนที่ผ่านมา มีแนวโน้มทำผลตอบแทนได้ดีต่อในช่วง 3–12 เดือนถัดไป จนถึงปัจจุบัน Momentum ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งใน ‘ปัจจัย’ (Factor) ที่ใช้อธิบายผลตอบแทนของหุ้นในเชิงวิชาการ เคียงข้างปัจจัยด้านมูลค่า (Value) และขนาด (Size)

ส่วนที่ 2 — สัญญาณ
Signals

วัด Momentum จากอะไร

โดยทั่วไปนักลงทุนวัด Momentum จากองค์ประกอบหลักไม่กี่อย่าง ที่ยืนยันซึ่งกันและกัน

Price
เทียบผลตอบแทนย้อนหลัง (นิยม 6 หรือ 12 เดือน) กับตลาดหรือกับหุ้นตัวอื่น เรียกว่าความแข็งแกร่งเชิงเปรียบเทียบ (Relative Strength) ตัวที่ทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยชัดเจน ถือว่ามี Momentum สูง
Volume
ราคาที่ปรับขึ้นพร้อมปริมาณซื้อขายที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่ามีเม็ดเงินจริงหนุนหลัง ไม่ใช่ราคาที่ลอยขึ้นแบบบาง ๆ ซึ่งกลับตัวได้ง่าย

นอกจากสองตัวหลักแล้ว การยืนเหนือระดับสำคัญ เช่น ราคายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย หรือทำจุดสูงสุดใหม่ ก็เป็นสัญญาณเสริมที่ช่วยยืนยันแรงส่ง

จุดสำคัญคือ Momentum วัดจาก ข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่การเดาอนาคต

เราไม่ได้ทายว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้น — แต่ดูว่าตัวไหน กำลังนำ อยู่จริง

ส่วนที่ 3 — ตัวอย่าง
Example

เทียบให้เห็นภาพ

สมมติเปรียบเทียบหุ้น 2 ตัว ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา

หุ้น A
ราคา +25% พร้อมปริมาณซื้อขายที่หนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ — เป็นผู้นำที่ตลาดกำลังให้เม็ดเงินหนุน มีแรงส่ง
Momentum สูง
หุ้น B
ราคา −5% หรือแทบไม่ขยับ และ Volume เบาบาง — ยังไม่มีสัญญาณ ไม่มีแรงส่ง
Momentum ต่ำ

ในมุมมอง Momentum กลยุทธ์จะเลือกถือ หุ้น A และจะสับเปลี่ยนก็ต่อเมื่อแรงส่งอ่อนลงจริง ไม่ใช่เพราะข่าวหรือความผันผวนเพียงวันเดียว (ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายหลักการ)

ข้อควรระวัง

Momentum ไม่ใช่สูตรที่การันตีผลตอบแทน ในช่วงที่ตลาดกลับทิศอย่างรวดเร็วและรุนแรง หุ้นที่เคยแรงอาจปรับตัวลงแรงได้เช่นกัน การกระจายความเสี่ยงและการมีวินัยในการปรับพอร์ต จึงเป็นสิ่งสำคัญ

JPTrust Insight
How We Read It

JPTrust อ่าน Momentum อย่างไร

JPTrust วิเคราะห์ Momentum จาก 3 มิติประกอบกัน แล้วจัดอันดับหุ้นที่มีแรงส่งสูงจากทั้งตลาด

Price · Volume · News

เรานำ ราคา (Price) + ปริมาณซื้อขาย (Volume) + ข่าว (News) มาประกอบกัน แล้วจัดอันดับหุ้นที่มี Momentum สูงจากทั้งตลาด เพื่อช่วยลดเวลาการค้นหาของนักลงทุน ให้โฟกัสไปที่หุ้นซึ่งกำลังเป็นผู้นำได้เร็วขึ้น แทนการไล่ดูทีละตัวด้วยตนเอง

อยากเห็นภาพว่าตอนนี้หุ้นตัวไหนอยู่ในกลุ่มนำตลาด ลองดูได้ที่ S&P 500 Scanner เวอร์ชันเปิดให้ใช้ฟรี

สรุปให้จำ

Momentum คือ แรงส่ง
ของที่กำลังแรง มักจะแรงต่อ

เราไม่เดาว่าตัวไหนจะขึ้น แต่ดูว่าตัวไหน กำลังนำ อยู่จริง
จากราคา ปริมาณซื้อขาย และแรงส่งที่วัดได้

Subscribe at jptrustlearning.com เริ่มต้นเส้นทางการลงทุนอย่างมีระบบไปกับเรา

การลงทุนมีความเสี่ยง · เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน · ผลในอดีตไม่ได้การันตีผลในอนาคต
อ้างอิงแนวคิดจากงานวิจัย Jegadeesh & Titman (1993) · เรียบเรียงโดย JP Trust Learning