← ห้องสมุดกลยุทธ์ Momentum
News & Momentum · Information Diffusion

ข่าวออกตอนเช้า แต่ราคายังเดินต่ออีกหลายสัปดาห์
— ข่าวส่งผลต่อ Momentum อย่างไร

ตำราบอกว่าข่าวใหม่ควรถูกใส่เข้าไปในราคาทันทีที่ประกาศ วันเดียวจบ แล้วราคาก็ควรนิ่งจนกว่าจะมีข่าวถัดไป แต่ข้อมูลจริงตั้งแต่ปี 1968 กลับไม่ได้เป็นแบบนั้นค่ะ — บทความนี้เล่าว่าข่าวเข้ามาเกี่ยวกับโมเมนตัมตรงจุดไหน ทำไมราคาที่ขยับ “พร้อมข่าว” กับราคาที่ขยับ “เงียบๆ ไม่มีข่าว” ถึงเดินคนละทางกันในเดือนถัดมา และทำไมระบบของเราถึงไม่ได้ใส่ข่าวเป็นตัวแปรสักตัวเดียว

POST-NEWS DRIFT
60 วัน
ช่วงเวลาที่งานยุคแรกพบว่าราคายังเดินต่อในทิศเดียวกับข่าวงบ หลังวันประกาศไปแล้ว (Ball & Brown 1968 · Bernard & Thomas 1989)
NEWS vs NO-NEWS
เดินต่อ / ย้อนกลับ
หุ้นที่ขยับพร้อมพาดหัวข่าว กับหุ้นที่ขยับแรงเท่ากันแต่ไม่มีข่าว ให้ผลตอบแทนเดือนถัดไปคนละแบบ (Chan 2003)
WHERE IT'S STRONGEST
หุ้นเล็ก
โมเมนตัมทำเงินได้มากในหุ้นเล็กและหุ้นที่นักวิเคราะห์ตามน้อย และลดลงชัดเจนเมื่อบริษัทใหญ่ขึ้น (Hong, Lim & Stein 2000)
OUR NEWS INPUTS
0
จำนวนตัวแปรที่เกี่ยวกับข่าวในคะแนนคัดหุ้นของเรา — เราอ่านข่าวทุกวัน แต่ระบบคัดหุ้นอ่านแค่ราคากับปริมาณซื้อขาย
ฉากที่ 1

ข่าวออกแล้ว แต่เรื่องไม่ได้จบตรงนั้น

เริ่มจากสิ่งที่ควรจะเกิดก่อนนะคะ บริษัทประกาศงบตอนเช้า ตลาดอ่านตัวเลข ราคากระโดดไปที่ระดับใหม่ แล้วจบ วันรุ่งขึ้นก็ไม่ควรมีอะไรเหลือให้เดินต่อ

ปี 1968
Ball กับ Brown เอาข้อมูลจริงมาวัด แล้วพบว่าไม่จบ
หลังวันประกาศงบไปแล้ว ราคายังค่อยๆ เดินต่อไปในทิศเดียวกับข่าว ขึ้นต่อสำหรับงบดี ลงต่อสำหรับงบแย่ ไม่ได้เดินแรง แต่เดินอยู่นาน
ปี 1989
Bernard กับ Thomas วัดซ้ำด้วยข้อมูลชุดใหญ่กว่า
ในกรอบ 60 วันทำการหลังประกาศ ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างกลุ่มบริษัทที่ผลประกอบการเหนือคาดที่สุด กับกลุ่มที่ต่ำกว่าคาดที่สุด เป็นบวก 41 จาก 48 ไตรมาสในช่วงปี 1974–1985
สิ่งที่มันแปลว่า
ตลาดไม่ได้อ่านข่าวไม่ออก ตลาดอ่านออกช้า
ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า post-earnings announcement drift (การเดินต่อของราคาหลังประกาศงบ) และเป็นหนึ่งในผลที่มีคนทดสอบซ้ำมากที่สุดในวงการเงิน
ถ้าราคาปรับจบภายในวันเดียวจริง โมเมนตัมก็ไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่แรกค่ะ เพราะไม่มีอะไรหลงเหลือให้ไล่ตาม ช่องว่างระหว่าง “วันที่ข่าวออก” กับ “วันที่ทุกคนปรับความคิดเสร็จ” นั่นแหละคือพื้นที่ที่โมเมนตัมยืนอยู่ คำอธิบายของ Bernard กับ Thomas ตรงไปตรงมามาก คือคนอ่านตัวเลขไตรมาสนี้แล้วยังนึกไม่ออกว่ามันแปลว่าอะไรกับไตรมาสหน้า
ฉากที่ 2

เสียงกลางดึกในตึกเดียวกัน

ทีนี้มาถึงส่วนที่เราคิดว่าน่าสนใจที่สุดค่ะ มีงานหนึ่งที่ไม่ได้ถามว่าข่าวดีหรือข่าวร้าย แต่ถามว่า “ราคาที่ขยับนี้ มีข่าวรองรับหรือเปล่า”

วิธีทดสอบ
Chan (2003) จับคู่หุ้นที่ผลตอบแทนรายเดือนใกล้เคียงกัน แล้วแยกเป็นสองกอง
กองหนึ่งคือหุ้นที่เดือนนั้นมีพาดหัวข่าวของบริษัทตัวเองออกมาจริง อีกกองคือหุ้นที่ขยับแรงพอกัน แต่หาข่าวสาธารณะรองรับไม่เจอเลย
กองที่มีข่าว
ราคาเดินต่อในทิศเดิม และเดินแรงที่สุดหลังข่าวร้าย
ผลนี้ยังอยู่แม้จะตัดวันประกาศงบออกไปแล้ว และแม้จะปรับค่าความเสี่ยงต่างๆ แล้วก็ตาม — แปลว่าไม่ได้มาจากงบอย่างเดียว
กองที่ไม่มีข่าว
ขยับแรงแล้วมีแนวโน้มย้อนกลับ
ราคาวิ่งไปโดยไม่มีเรื่องราวรองรับ มักคืนทางเดิมในเดือนถัดมา — เลขบนจอเหมือนกัน แต่อนาคตคนละทาง
ลองนึกถึงเสียงดังกลางดึกในตึกที่เราอยู่นะคะ ถ้ามีของหล่นจริง คนจะทยอยตื่น ทีละห้อง ทีละชั้น ใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้กันทั้งตึก แต่ถ้าไม่ได้เกิดอะไรขึ้นจริง คนที่สะดุ้งตื่นคนเดียวก็กลับไปนอน แล้วทุกอย่างก็เหมือนเดิม · คำถามที่ถูกจึงไม่ใช่ “ข่าวนี้ดีหรือร้าย” แต่คือ “แรงที่เราเห็นบนราคา มีเรื่องจริงรองรับอยู่ข้างหลังหรือเปล่า” ข่าวไม่ได้เป็นตัวดันราคาอย่างเดียว มันเป็นตัวบอกว่าแรงที่ดันไปแล้วนั้น จะอยู่ต่อหรือจะคืน
All-in-one Platform

ระบบที่ว่า อยู่ครบในแอปเดียว

เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นเครื่องมือใช้งานจริง — ตั้งแต่สแกนหาตัวแรง ไปจนถึงวางแผนพอร์ตและตามข่าว

  • กลยุทธ์ Momentum หลายแบบ + Dashboard ทองคำ
  • ปรับน้ำหนักราคา / ปริมาณ แล้วรันย้อนหลังดูผลได้เอง
  • วางแผน + จัดพอร์ต การเงินส่วนตัว · Asset Allocation
  • Roadmap 90 วัน + ข่าวกรองรายวัน
Subscribe at jptrustlearning.com
เครื่องมือทั้งหมดในแอป JP Trust Learning
ฉากที่ 3

แล้วข่าวเดินช้าที่ไหนบ้าง

ถ้าโมเมนตัมเกิดจากข่าวที่เดินไม่ทั่วในวันเดียว มันก็ควรแรงที่สุดในที่ที่ข่าวเดินช้าที่สุด — Hong, Lim กับ Stein เอาข้อนี้ไปทดสอบตรงๆ ในปี 2000

ผลที่หนึ่ง
ยิ่งบริษัทใหญ่ ผลตอบแทนของกลยุทธ์โมเมนตัมยิ่งลดลง
พ้นกลุ่มหุ้นจิ๋วที่สุดขึ้นมาแล้ว ตัวเลขลดลงชัดเจนตามขนาดบริษัท จนแทบไม่เหลือในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุด
ผลที่สอง
ขนาดเท่ากัน แต่มีนักวิเคราะห์ตามน้อยกว่า โมเมนตัมแรงกว่า
จำนวนนักวิเคราะห์ที่ตามหุ้นตัวนั้น ถูกใช้เป็นตัวแทนของความเร็วที่ข้อมูลเดินทาง คนตามน้อย = ข่าวถึงคนช้า = ราคาปรับช้า
ผลที่สาม
ข่าวร้ายเดินช้ากว่าข่าวดี
ผลของจำนวนนักวิเคราะห์ชัดกว่ามากในฝั่งหุ้นที่ราคาแย่มาก่อน — ข้อเสนอของผู้เขียนคือผู้บริหารมีแรงจูงใจจะป่าวประกาศข่าวดีของตัวเอง แต่ไม่มีแรงจูงใจแบบเดียวกันกับข่าวร้าย
สามข้อนี้เข้าทางเดียวกันหมดค่ะ คือข้อมูลเฉพาะของบริษัทไม่ได้กระจายถึงทุกคนพร้อมกัน และยิ่งช่องทางรับข่าวแคบเท่าไหร่ ราคายิ่งใช้เวลานานขึ้นเท่านั้น โมเมนตัมจึงไม่ใช่พลังลึกลับของกราฟ แต่เป็นเงาของความเร็วที่ข่าวเดินทาง · และข้อนี้แหละที่จะย้อนกลับมาเป็นข้อจำกัดของเราเองในอีกไม่กี่ฉากข้างหน้า
ฉากที่ 4

ข่าวรายตัว กับ ข่าวทั้งตลาด ไม่ใช่ของอย่างเดียวกัน

งานวิจัยที่เล่ามาทั้งหมด วัดเฉพาะข่าวของบริษัทแต่ละตัว ซึ่งเป็นคนละสัตว์กับข่าวที่ขยับทั้งกระดานพร้อมกัน และตรงนี้คนสับสนกันบ่อยที่สุด

ข่าวรายบริษัท
งบออก ได้สัญญาใหม่ ผู้บริหารลาออก ยาผ่านการทดลอง
ข่าวแบบนี้แยกหุ้นตัวหนึ่งออกจากตัวอื่น มันจึงเปลี่ยน “อันดับ” ได้จริง และเป็นเชื้อเพลิงที่ตรงกับกลไกในสามฉากที่ผ่านมา
ข่าวระดับตลาด
ท่าที Fed ตัวเลขเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ภาษีนำเข้า
ข่าวแบบนี้ขยับทุกตัวไปในทิศเดียวกันมากบ้างน้อยบ้าง พอทุกตัวขยับพร้อมกัน อันดับระหว่างกันก็เปลี่ยนน้อยกว่าที่หน้าจอสีแดงทั้งกระดานทำให้รู้สึก
วันที่คนตัดสินใจพลาดบ่อยที่สุด
วันที่ข่าวใหญ่ระดับตลาดออก แล้วเราไปตัดสินหุ้นรายตัว
หุ้นในพอร์ตแดงทั้งแถบเพราะดัชนีลง ไม่ได้แปลว่าหุ้นแต่ละตัวเพิ่งมีข่าวร้ายของตัวเอง — ก่อนสรุปว่ามีแรงเดียว ควรไล่ดูก่อนว่าที่ลงหนักคือทั้งตลาด หรือเฉพาะบางกลุ่ม
เวลาอ่านข่าวเช้านี้ เราจึงแยกสองคำถามออกจากกันเสมอค่ะ — ข่าวนี้เปลี่ยนอันดับของหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง หรือเปลี่ยนบรรยากาศของทั้งตลาด คำตอบสองแบบนี้นำไปสู่การกระทำคนละอย่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างแรกอาจสะสมจนเปลี่ยนพอร์ตในรอบถัดไป ส่วนอย่างหลังมักจบลงที่ไม่ต้องทำอะไรเลย
ฟีเจอร์ข่าวรายวันในแอป JP Trust Learning
Daily Dispatches

ข่าวที่เราคัดให้ทุกวัน แยกให้ด้วยว่าเป็นข่าวของใคร

งบบริษัทชิป ท่าที Fed ราคาน้ำมัน ดีล AI ระดับแสนล้าน — ข่าวกระจัดกระจายทั่ว Wall Street เราคัด สรุปเป็นไทย แล้วบอกต่อว่ามันกระทบพอร์ตอย่างไร

  • คัดจาก Wall Street สรุปเป็นไทยในภาษาที่เข้าใจ
  • ติดโทน Bull / Bear ให้รู้ทันทีว่าข่าวบวกหรือลบ
  • แท็กหุ้นที่เกี่ยวข้องในแต่ละข่าว พร้อมวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยง
Subscribe at jptrustlearning.com
ฉากที่ 5

อ่านข่าวทุกวัน แต่ไม่ได้เทรดตามข่าว

พอรู้ว่าข่าวใช้เวลาเดินทาง คำถามถัดมาคือแล้วเราจะให้มันเข้าพอร์ตทางไหน คำตอบของเราคือไม่ให้เข้าทางปุ่มซื้อขาย แต่ให้เข้าทางเวลา

หน้าต่าง 6 เดือน
ยาวพอให้ข่าวหลายเรื่องสะสมจนกลายเป็นแนวโน้ม
ข่าวชิ้นเดียวเปลี่ยนอันดับ 6 เดือนไม่ได้ ต้องเป็นข่าวที่ดีต่อเนื่องหลายเรื่องถึงจะดันหุ้นขึ้นไปอยู่หัวตาราง — เท่ากับเราให้ข่าวพิสูจน์ตัวเองก่อน แทนที่จะเชื่อพาดหัวแรกที่เห็น
วันที่ข่าวร้ายออก
เราไม่ได้ขายเพราะพาดหัว และไม่ได้ซื้อเพราะพาดหัว
หุ้นจะหลุดออกจากพอร์ตก็ต่อเมื่ออันดับของมันร่วงในรอบจัดพอร์ตถัดไป ซึ่งแปลว่าอ่อนแรงต่อเนื่องจริง ไม่ใช่แค่โดนข่าวเล่นงานวันเดียว · เรื่องวันจัดพอร์ตนี้เราเล่าไว้ละเอียดในบทความว่าด้วย rebalance
แล้วถ้าข่าวมันเปลี่ยนเกมจริงๆ ล่ะ
ปรับได้ค่ะ แต่ต้องเข้าประตูระบบก่อน
เอาสมมติฐานใหม่ไปทดสอบกับข้อมูลจริงย้อนหลัง ดูว่ามันเปลี่ยนผลเป็นตัวเลขเท่าไหร่ แก้กติกาตอนใจนิ่ง แล้วให้มีผลรอบถัดไป — ไม่ใช่แก้ตอนหน้าจอแดง
มีระบบไม่ได้แปลว่าปิดตาปิดหูนะคะ เราอ่านข่าวทุกวันและสรุปให้สมาชิกทุกวัน สิ่งที่เราไม่ทำคือปล่อยให้ข่าวเมื่อเช้าสั่งมือเราตอนบ่าย · ปรับที่กติกาด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ปรับที่หน้าจอด้วยความรู้สึก — ข่าวชิ้นเดียวกัน คนหนึ่งเอาไปกดขาย อีกคนเอาไปรันทดสอบ ผลระยะยาวของสองคนนี้ไม่เหมือนกันเลยค่ะ
ฉากที่ 6

ข้อจำกัดที่ต้องพูดตรงๆ

ถ้าจบแค่ฉากที่แล้วก็จะสวยเกินไปค่ะ มีสี่ข้อที่ต้องวางไว้ตรงนี้ ไม่ควรให้ใครไปเจอเอาทีหลัง

ข้อ 1
หลักฐานที่แรงที่สุด ไม่ได้อยู่ในจักรวาลหุ้นของเรา
Hong, Lim กับ Stein พบว่าโมเมนตัมอ่อนลงตามขนาดบริษัท จนแทบไม่เหลือในกลุ่มใหญ่ที่สุด และ Chan (2003) ก็ระบุเองว่ารูปแบบที่เขาเจอ ปรากฏชัดในหุ้นเล็กและหุ้นที่สภาพคล่องต่ำเป็นหลัก · จักรวาลที่เราใช้คือ S&P 500 ซึ่งอยู่ปลายตรงข้ามของสเกลนั้นพอดี
ข้อ 2
การเดินต่อของราคาหลังงบ อาจตายไปแล้วในหุ้นใหญ่
Martineau (2022) พบว่ามันเริ่มหายไปจากหุ้นที่ไม่ใช่กลุ่มจิ๋วราวปี 2001 และแทบไม่เหลือในหุ้นใหญ่ตั้งแต่ราวปี 2006 โดยชี้ไปที่การซื้อขายด้วยทศนิยมและการเทรดความเร็วสูงที่ทำให้ราคาปรับจบในวันประกาศ — ชื่อบทความเขาคือ Rest in Peace ตรงตัวเลยค่ะ
ข้อ 3
ระบบคัดหุ้นของเราไม่ได้อ่านข่าวสักบรรทัด
คะแนนที่ใช้จัดอันดับมาจากผลตอบแทนกับปริมาณซื้อขายเท่านั้น ข่าวในบทความนี้จึงเป็น “คำอธิบายว่าทำไมสัญญาณราคาถึงมีเนื้อหา” ไม่ใช่ตัวแปรที่เราป้อนเข้าเครื่อง ใครคาดหวังว่าระบบจะอ่านพาดหัวให้ ต้องบอกตรงนี้ว่าไม่ใช่ค่ะ
ข้อ 4
ข่าวย้อนหลังเป็นของที่ทดสอบยากมาก
ฐานข้อมูลพาดหัวแต่ละเจ้าเก็บไม่เหมือนกัน บริษัทใหญ่มีข่าวเยอะกว่าโดยธรรมชาติ และคำว่า “ไม่มีข่าว” ก็แปลว่าไม่มีข่าวในฐานข้อมูลนั้น ไม่ใช่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง — ผลลัพธ์จึงขึ้นกับว่าใครเก็บข้อมูลและเก็บยังไงมากกว่าที่คนคิด
และต้องแฟร์กับอีกฝั่งด้วยค่ะ — ข้อสรุปที่ว่าการเดินต่อของราคาหลังงบตายไปแล้ว ก็ยังไม่ใช่ข้อยุติ ปี 2025 มีงานที่ได้รับตีพิมพ์อย่างน้อยสองชิ้นที่ให้ผลสวนทาง และมีงานที่สามพยายามอธิบายว่าความต่างมาจากวิธีออกแบบการทดสอบ · ส่วนคำถามที่ว่าในรอบถัดไปข่าวจะยังทิ้งร่องรอยไว้ในราคานานแค่ไหน เราเองก็ตอบไม่ได้ค่ะ ไม่มีใครตอบได้ สิ่งที่เราทำได้คือออกแบบให้พอร์ตไม่ต้องพึ่งคำตอบนั้นข้อเดียว
ฉากที่ 7

พรุ่งนี้เช้าอ่านข่าวยังไงให้ต่างจากเดิม

ไม่ต้องเปลี่ยนแหล่งข่าว ไม่ต้องหาเครื่องมือใหม่เลยค่ะ เปลี่ยนแค่ลำดับคำถามในหัวสามข้อ

ข้อแรก
ถามก่อนว่าข่าวนี้เป็นของบริษัทเดียว หรือของทั้งตลาด
ถ้าเป็นของทั้งตลาด หุ้นที่เราถือแดงพร้อมกันเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่หลักฐานว่าตัวไหนมีปัญหา
ข้อสอง
ถ้าหุ้นวิ่งแรงแต่หาข่าวไม่เจอ ให้ระวังมากกว่าตื่นเต้น
หลักฐานฝั่งที่มีอยู่ชี้ไปทางว่าราคาแบบนั้นมีโอกาสคืนทางมากกว่าจะไปต่อ — ไม่ใช่คำสั่งให้ขาย แต่เป็นเหตุผลที่ยังไม่ควรเพิ่มน้ำหนักตรงนั้น
ข้อสาม
ตัดสินใจด้วยกรอบเวลาเดียวกับที่เราถือ
ถ้าแผนคือถือหกเดือน ข่าวที่ควรเปลี่ยนแผนต้องเป็นข่าวที่เปลี่ยนภาพหกเดือนได้จริง ไม่ใช่ข่าวที่เปลี่ยนราคาบ่ายวันนี้
สรุปแบบเรานะคะ — ข่าวสำคัญกับโมเมนตัมมาก แต่สำคัญคนละแบบกับที่คนส่วนใหญ่ใช้มัน คนส่วนใหญ่ใช้ข่าวเป็นสัญญาณให้ลงมือวันนี้ ส่วนงานวิจัยบอกว่าคุณค่าของข่าวอยู่ตรงที่มันใช้เวลาเดินทางถึงคนอื่น ของสองอย่างนี้ต้องการนิสัยคนละแบบกันเลยค่ะ · ใครยังไม่เคยอ่านพื้นฐานมาก่อน เริ่มจากหุ้น Momentum คืออะไร แล้วค่อยย้อนกลับมาอ่านหน้านี้ หรืออ่านเรื่องราคากับปริมาณซื้อขาย ต่อก็ได้ เพราะปริมาณคือร่องรอยของคนที่เพิ่งได้ยินข่าว

คุณล่ะคะ ครั้งล่าสุดที่กดขายเพราะข่าว — ข่าวนั้นเปลี่ยนภาพหกเดือนข้างหน้าจริง หรือแค่เปลี่ยนความรู้สึกในบ่ายวันนั้น?

แหล่งที่มา · Wesley S. Chan — Stock Price Reaction to News and No-News (Journal of Financial Economics, 2003) · Hong, Lim & Stein — Bad News Travels Slowly (Journal of Finance, 2000) · NBER Working Paper 6553 — Bad News Travels Slowly · Bernard & Thomas — Post-Earnings-Announcement Drift (Journal of Accounting Research, 1989) · UCLA Anderson Review — Is Post-Earnings Announcement Drift a Thing? Again?