ความต่างของมืออาชีพไม่ได้อยู่ที่อินดิเคเตอร์ลับ — แต่อยู่ที่ลำดับขั้นตอน มืออาชีพเริ่มจากจักรวาลหุ้นไม่ใช่เริ่มจากหุ้นที่บังเอิญเห็น จัดอันดับเปรียบเทียบแทนการตั้งเกณฑ์ตายตัว ดูเส้นทางของราคาไม่ใช่แค่ตัวเลขปลายทาง และวางแผนรับวันที่กลยุทธ์พังไว้ตั้งแต่ก่อนซื้อ ทั้งสี่ข้อทำได้จริงโดยไม่ต้องมีข้อมูลราคาแพง
คำถามแรกของมืออาชีพไม่ใช่ ‘หุ้นตัวนี้แรงไหม’ แต่คือ ‘เรากำลังเลือกจากอะไรทั้งหมด’
รายย่อยส่วนใหญ่เริ่มจากหุ้นที่บังเอิญเห็น — เห็นในข่าว เห็นในกลุ่มไลน์ เห็นเพื่อนพูดถึง แล้วค่อยเอาเกณฑ์ไปจับว่าเข้าข่ายไหม ปัญหาคือ รายชื่อตั้งต้นถูกคัดมาแล้วโดยความสนใจของคนอื่น ไม่ใช่โดยข้อมูล หุ้นที่แรงจริงแต่ไม่มีใครพูดถึง จึงไม่มีวันเข้ามาอยู่ในสายตา
มืออาชีพทำกลับด้าน — กำหนดรายชื่อทั้งหมดก่อน แล้วค่อยให้ข้อมูลเป็นตัวคัด ประโยชน์มี 3 อย่าง
เหมือนแมวมองที่ไม่ได้เดินดูนักเตะแบบสุ่ม — เขากำหนดก่อนว่าจะดูลีกไหน อายุเท่าไหร่ ตำแหน่งอะไร แล้วค่อยไล่ดูทุกคนในกรอบนั้นด้วยเกณฑ์เดียวกัน คนที่หลุดกรอบตั้งแต่แรก ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่ได้อยู่ในลิสต์ — และนั่นคือความตั้งใจ ไม่ใช่ความผิดพลาด
คัดจาก ทุกตัว — ไม่ใช่จากตัวที่บังเอิญเห็น
‘ผลตอบแทน 6 เดือนเกิน 20% ถึงจะซื้อ’ ฟังดูมีวินัย แต่มันพังทันทีที่ตลาดเปลี่ยนโหมด
เกณฑ์แบบตัวเลขตายตัวมีปัญหาที่มองไม่เห็นในตอนตั้ง — ในปีที่ตลาดดี หุ้นผ่านเกณฑ์เป็นร้อยตัวจนต้องเลือกด้วยความรู้สึกอยู่ดี ส่วนในปีที่ตลาดแย่ อาจไม่มีหุ้นผ่านเกณฑ์เลยสักตัว ทั้งที่ยังมี ตัวที่แข็งแกร่งกว่าเพื่อน อยู่เสมอ เกณฑ์ตายตัวจึงทำให้พอร์ตว่างเปล่าในจังหวะที่ควรถือของที่ดีที่สุดเท่าที่มี
การจัดอันดับแก้ปัญหานี้โดยตรง เพราะมันวัดแบบ เปรียบเทียบภายในกลุ่ม ไม่ว่าตลาดจะดีหรือแย่ ก็ยังมีอันดับ 1 ถึง 15 เสมอ นี่คือรูปแบบเดียวกับที่ Jegadeesh และ Titman (1993) ใช้ในงานวิจัยต้นฉบับ — เรียงหุ้นทั้งตลาดตามผลตอบแทนย้อนหลัง แล้วถือกลุ่มบนสุด ไม่ได้ตั้งเลขคงที่ว่าต้องกี่เปอร์เซ็นต์
ในแวดวงวิชาการ การวัดโมเมนตัมมาตรฐานมักใช้ผลตอบแทนย้อนหลัง 12 เดือน แต่ตัดเดือนล่าสุดทิ้ง (เรียกกันว่า 12-1) เหตุผลคือ Jegadeesh (1990) พบว่าผลตอบแทนในระดับ 1 เดือนมักมีการกลับตัวระยะสั้น ตัวที่พุ่งแรงเดือนที่แล้วมีแนวโน้มย่อในเดือนถัดไป การรวมเดือนล่าสุดเข้าไปจึงเอาสัญญาณที่ทิศตรงข้ามมาปนกับสัญญาณโมเมนตัม — ไม่ใช่กฎตายตัวที่ทุกคนต้องใช้ แต่เป็นตัวอย่างว่ามืออาชีพคิดละเอียดถึงระดับ ‘หน้าต่างไหนควรนับ หน้าต่างไหนควรตัด’
อีกหลักหนึ่งคือ อย่าผูกชะตากับหน้าต่างเดียว การใช้ผลตอบแทน 6 เดือนอย่างเดียวแล้วได้ผลดี อาจเป็นเพราะเลข 6 เหมาะกับข้อมูลชุดนั้นพอดี ไม่ใช่เพราะมันดีกว่าเลขอื่นจริง มืออาชีพจึงมักผสมหลายหน้าต่างเข้าเป็นคะแนนเดียว หรืออย่างน้อยก็ทดสอบดูว่าถ้าเปลี่ยนจาก 6 เป็น 3 หรือ 12 แล้ว ผลยังยืนอยู่ไหม ถ้าผลดีเฉพาะตอนใช้เลขเดียวเป๊ะ ๆ นั่นคือสัญญาณอันตราย
ตลาดแย่ก็ยังมี อันดับหนึ่ง เสมอ
หุ้นสองตัวขึ้นมา 40% เท่ากัน แต่คุณภาพของ 40% นั้นไม่เท่ากัน
ขึ้นทีละนิดเกือบทุกสัปดาห์ตลอด 6 เดือน ไม่มีวันไหนที่กระโดดหวือหวาจนเป็นข่าว — รวมแล้วได้ 40%
นิ่งมา 6 เดือน แล้ววันประกาศงบกระโดดทีเดียว 35% ที่เหลือแทบไม่ขยับ — รวมแล้วได้ 40% เท่ากัน
ถ้าดูแค่ตัวเลขผลตอบแทน ทั้งคู่มีอันดับเท่ากันเป๊ะ แต่งานวิจัยบอกว่าอนาคตของสองตัวนี้ต่างกันมาก
Da, Gurun และ Warachka (Review of Financial Studies, 2014) ตั้งสมมติฐานว่า การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่เกิดถี่ ๆ ดึงความสนใจได้น้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่เกิดครั้งเดียว คนจึงตอบสนองต่อข้อมูลแบบทยอยไม่ทัน เหมือนกบในหม้อที่น้ำค่อย ๆ ร้อนขึ้น เมื่อทดสอบกับหุ้นที่มีผลตอบแทนสะสมเท่ากัน พวกเขาพบว่ากลุ่มที่ราคาไต่ขึ้นแบบต่อเนื่อง ให้ผลตอบแทนต่อเนื่องในระยะถัดไป ดีกว่ากลุ่มที่ขึ้นแบบกระโดดเป็นครั้งคราวอย่างชัดเจน และแรงส่งของกลุ่มแรกยังไม่กลับตัวในระยะยาวด้วย
เหตุผลเข้ากับกลไกพื้นฐานของโมเมนตัมพอดี — ราคาที่กระโดดครั้งเดียวแปลว่าตลาดรับรู้ข่าวนั้นไปหมดแล้วในวันเดียว ไม่เหลือส่วนที่ยังไม่ถูกซึมเข้าราคา ส่วนราคาที่ค่อย ๆ ไต่ สะท้อนว่ายังมีคนทยอยรับรู้และทยอยซื้ออยู่ — แรงส่งที่เหลือจึงยังมี
ในทางปฏิบัติ ไม่จำเป็นต้องคำนวณสูตรวิชาการก็ดูออก — เปิดกราฟ 6 เดือนแล้วถามคำถามเดียวว่า ‘ถ้าตัดวันที่กระโดดแรงที่สุดออก 1 วัน ผลตอบแทนที่เหลือยังดีอยู่ไหม’ ถ้าตัดแล้วเหลือแทบไม่ขึ้นเลย แปลว่าอันดับของมันมาจากเหตุการณ์เดียว ไม่ใช่จากแรงส่ง
40% ที่ได้มาจาก วันเดียว ไม่เท่ากับ 40% ที่สะสมมา ทั้งครึ่งปี
ข้อแตกต่างที่ชัดที่สุดของมืออาชีพคือ เขารู้จุดอ่อนของระบบตัวเองก่อนจะเจอมันจริง
โมเมนตัมมีจุดอ่อนที่ถูกบันทึกไว้ชัดเจนในงานวิจัย — Daniel และ Moskowitz (Journal of Financial Economics, 2016) ศึกษาข้อมูลตลาดสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1927 ถึง 2013 พบว่าเดือนที่กลยุทธ์โมเมนตัมขาดทุนหนักที่สุด ไม่ใช่ช่วงที่ตลาดกำลังตก แต่เป็นช่วงที่ตลาดเด้งกลับจากก้นเหว สองเดือนที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์คือกรกฎาคมและสิงหาคม 1932 ซึ่งเกิดต่อกัน หลังตลาดร่วงจากยอดปี 1929 ไปราว 90% และอีกสามเดือนใน 10 อันดับแย่ที่สุด อยู่ในปี 2009 ทั้งหมด
สาเหตุตรงไปตรงมา — หลังตลาดพังหนัก หุ้นที่อ่อนแอที่สุดมักเป็นหุ้นที่มีหนี้สูงและใกล้ล้มละลาย พอตลาดกลับทิศ หุ้นกลุ่มนั้นเด้งกลับแรงที่สุด ขณะที่หุ้นผู้นำเดิมซึ่งมักเป็นกลุ่มตั้งรับ เด้งกลับช้ากว่า
ความเสียหายที่รุนแรงที่สุดในงานวิจัยชิ้นนี้ มาจากฝั่งขายชอร์ต คือการยืมหุ้นอ่อนแอมาขาย แล้วโดนหุ้นกลุ่มนั้นเด้งใส่ พอร์ตที่ ซื้ออย่างเดียวไม่ชอร์ต จึงไม่ได้เจอความเสียหายระดับเดียวกัน — แต่ก็ยังเจอปัญหาอีกแบบคือ ถือหุ้นผู้นำเดิมที่ฟื้นช้ากว่าตลาดในช่วงเด้งกลับ ทำให้ตามหลังดัชนีอยู่ระยะหนึ่ง จนกว่าจะถึงรอบปรับพอร์ตครั้งถัดไป
รู้แล้วทำอะไรได้บ้าง — ไม่มีวิธีไหนกำจัดความเสี่ยงนี้ได้หมด แต่มีสามอย่างที่ช่วยลดผลกระทบได้จริง
มืออาชีพไม่ได้กลัวน้อยกว่า — แค่ รู้ล่วงหน้าว่าจะเจออะไร
ทั้งสี่ขั้นข้างบนไม่ใช่ทฤษฎี — มันคือโครงของระบบที่เราใช้จริง
ส่วนที่เราถือว่าสำคัญไม่แพ้กันคือ การตรวจสุขภาพของสัญญาณเอง ว่ามันยังทำงานอยู่ไหมเมื่อเวลาผ่านไป และผลที่ได้มาจากการเลือกพารามิเตอร์ที่พอดีกับข้อมูลหรือเปล่า เราเขียนแยกไว้เป็นงานวิจัยอีกชิ้นที่ Factor Decay: สัญญาณโมเมนตัม 30 ปี เสื่อมหรือยัง พร้อมเปิดข้อจำกัดของชุดข้อมูลทั้งหมดไว้ด้วย
อ่านพื้นฐานก่อนได้ที่ หุ้นแบบไหนเรียกว่า Momentum? · ทำไมหุ้นบางตัวขึ้นต่อเนื่องหลายเดือน? หรือดูผลทดสอบจริงพร้อม trade log เต็มที่ Rolling 6M Momentum Lab
มืออาชีพไม่ได้เห็น อะไรที่คนอื่นไม่เห็น
แต่เขา ตั้งกฎเสร็จก่อนจะเห็น
จักรวาลหุ้น · จัดอันดับ · ดูเส้นทาง · วางแผนรับวันที่มันพัง
ทั้งสี่ขั้นตัดสินใจเสร็จตั้งแต่ก่อนเปิดกราฟ — เหลือให้ทำในวันจริงแค่ทำตาม
การลงทุนมีความเสี่ยง · เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน · ผลในอดีตไม่ได้การันตีผลในอนาคต
อ้างอิงแนวคิดจากงานศึกษา Jegadeesh (1990) · Jegadeesh & Titman (1993) · Da, Gurun & Warachka, Review of Financial Studies (2014) · Daniel & Moskowitz, Journal of Financial Economics (2016) · ตัวเลขและตัวอย่างหุ้นในบทความเป็นกรณีสมมติเพื่ออธิบายหลักการ · เรียบเรียงโดย JP Trust Learning