Macro หรือ เศรษฐกิจมหภาค คือภาพใหญ่ที่บริษัททุกแห่งอยู่ร่วมกัน — ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงิน การเติบโตของเศรษฐกิจ การจ้างงาน และปริมาณเงินที่ไหลเวียนอยู่ในระบบ Macro ไม่ได้บอกว่าควรซื้อหุ้นตัวไหน แต่บอกว่าตอนนี้กำลังเล่นอยู่ในสนามแบบไหน และสนามแบบนั้นให้ราคากับสินทรัพย์ประเภทใดดีกว่ากัน
การวิเคราะห์การลงทุนแบ่งได้เป็นสองชั้นใหญ่ ชั้นแรกคือ Micro — เจาะเข้าไปที่ตัวบริษัท รายได้ กำไร ส่วนแบ่งตลาด คู่แข่ง อีกชั้นหนึ่งคือ Macro — ดูสภาพแวดล้อมที่บริษัททุกแห่งต้องอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็หนีไม่พ้น
นักวิ่งที่ฟอร์มดีที่สุดในสนาม ก็ยังทำเวลาได้ไม่ดีถ้าลู่เปียกและลมสวน — ฟอร์มของนักวิ่งคือ Micro ส่วนสภาพลู่กับทิศลมคือ Macro คนละเรื่องกัน แต่ตัดสินผลลัพธ์ร่วมกัน
ตัวเลข Macro มีเป็นร้อยตัว แต่ตัวที่ตลาดการเงินให้น้ำหนักจริงจังรวมกันได้ประมาณ 4 กลุ่ม และแต่ละกลุ่มตอบคำถามคนละข้อ
สังเกตว่าทั้งสี่กลุ่มไม่มีตัวไหนพูดถึงบริษัทใดบริษัทหนึ่งเลย นั่นคือลักษณะเฉพาะของ Macro — มันเป็นเงื่อนไขที่ใช้กับทุกคนพร้อมกัน
คำตอบสั้นที่สุดคือ ความเสี่ยงส่วนใหญ่ในพอร์ตไม่ได้มาจากหุ้นที่เลือก แต่มาจากสนามที่หุ้นทุกตัวยืนอยู่ร่วมกัน
เหตุผลที่หนึ่ง — ดอกเบี้ยตั้งราคาให้ทุกอย่าง ราคาของสินทรัพย์ทุกชนิดคือการเอาเงินที่คาดว่าจะได้ในอนาคต มาคิดกลับเป็นมูลค่าวันนี้ อัตราที่ใช้คิดกลับก็คือดอกเบี้ย พอดอกเบี้ยขยับ ราคาทุกอย่างต้องคิดใหม่ทั้งกระดาน แม้ตัวธุรกิจจะไม่เปลี่ยนเลยสักนิดเดียว
เหตุผลที่สอง — สนามกลบฝีมือได้ ปี 2022 ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยเจ็ดครั้งในปีเดียว จากช่วง 0–0.25% ไปจบที่ 4.25–4.50% ปีนั้น S&P 500 ปิดปีติดลบราว 19% และในกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 11 กลุ่ม มีเพียงกลุ่มพลังงานกลุ่มเดียวที่ราคาปิดปีเป็นบวก ที่เหลืออีกสิบกลุ่มติดลบทั้งหมด ไม่ว่าจะเลือกหุ้นเก่งแค่ไหนก็ตาม
เหตุผลที่สาม — ทิศทางกลับกันก็จริงเหมือนกัน ปี 2020 เศรษฐกิจสหรัฐหดตัว คนตกงานเป็นล้าน แต่ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยลงเกือบศูนย์และอัดเงินเข้าระบบมหาศาล ปีนั้น S&P 500 กลับปิดบวกราว 16% สภาพคล่องชนะข่าวร้ายได้ในระยะสั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดูงบการเงินรายบริษัทอย่างเดียวแล้วอธิบายไม่ได้
Macro ไม่ได้ตอบว่า ซื้ออะไร
มันตอบว่า ตอนนี้ควรกล้าแค่ไหน
เข้าใจ Macro ไม่ได้แปลว่าต้องทายเศรษฐกิจให้ถูก การพยากรณ์ GDP หรือเดาว่าธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ยเดือนไหน เป็นงานที่แม้แต่มืออาชีพก็พลาดเป็นประจำ ประโยชน์จริงของ Macro อยู่ที่การอ่านสภาพปัจจุบันให้ตรง แล้วปรับระดับความเสี่ยงให้เหมาะ ไม่ใช่การมองอนาคต
สองด้านนี้ไม่ได้แข่งกัน และไม่ควรใช้แยกกัน วิธีวางที่ใช้ได้จริงคือให้ทั้งคู่ไหลมาบรรจบกันก่อน แล้วค่อยแปลงเป็นการตัดสินใจ
โครงการอ่านตลาดของ JP Trust Learning
จุดบรรจบอยู่ที่คำว่า Market Regime หรือภาวะตลาด — เป็นการสรุปว่าตอนนี้เงินไหลเข้าหาความเสี่ยงหรือไหลออก มีตัวนำชัดเจนหรือไม่มีใครนำ ภาวะตลาดไม่ใช่คำทำนาย แต่เป็นการอ่านสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
จากภาวะตลาดจึงแปลงต่อเป็น Risk Assessment ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบได้จริงกว่าคำถามว่าตลาดจะขึ้นหรือลง — คำถามคือถ้าคิดผิดขึ้นมา จะเสียหายแค่ไหน และตอนนี้ควรถือกี่ส่วน
ปลายทางคือคะแนนสองตัวที่อ่านคู่กัน Momentum Score ตอบว่าอะไรกำลังนำ ส่วน Risk Score ตอบว่าสนามตอนนี้ให้กล้าได้แค่ไหน ตัวที่ผ่านทั้งสองด่านเท่านั้นจึงจะขึ้นมาอยู่ในรายชื่อ
ได้รายชื่อที่แรงที่สุดเสมอ แม้ในวันที่ทั้งตลาดกำลังถอย — แรงที่สุดในกลุ่มที่กำลังลง ก็ยังลงอยู่ดี
ได้ความเห็นว่าเศรษฐกิจดีหรือแย่ แต่ไม่มีรายชื่อให้ลงมือ และมักออกจากตลาดเร็วเกินไปหลายเดือน
หลักข้อเดียวที่ยึดคือ ใช้ Macro จัดระดับความเสี่ยง ไม่ใช้ทำนายทิศทาง
แทนที่จะตีความข่าวเศรษฐกิจเป็นคำพูด เราแปลงมันเป็นตัวเลขที่วัดซ้ำได้ วิธีหนึ่งที่ใช้อยู่คือจัดอันดับแรงส่งรอบ 6 เดือนของสินทรัพย์หลักสี่อย่างที่สะท้อนสนามคนละมุม — หุ้นสหรัฐ น้ำมัน ทองคำ และค่าเงินเยน แล้วดูว่าหุ้นสหรัฐยังอยู่ในกลุ่มนำหรือไม่
เมื่อหุ้นสหรัฐหลุดจากสองอันดับแรก ระบบจะเข้าสู่โหมดตั้งรับ ซึ่งไม่ได้แปลว่าประกาศว่าตลาดเป็นขาลง แต่แปลว่าไม่มีตัวนำที่ชัดเจนให้ย้ายเงินไปหา จึงลดความกล้าลงจนกว่าจะมีตัวนำกลับมา ตรรกะเดียวกันกับคำถามว่าตอนนี้ควรถือกี่ส่วน ไม่ใช่คำถามว่าพรุ่งนี้จะขึ้นหรือลง
อ่านสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ตรง
ดีกว่าเดาสิ่งที่ยังไม่เกิดให้เก่ง
Macro ไม่มีทางบอกจุดกลับตัวได้ล่วงหน้า และสัญญาณจากตัวเลขเศรษฐกิจมักมาช้ากว่าราคาเสมอ ในตลาดที่กลับทิศเร็วและแรง ทุกวิธีจะออกช้าไปหนึ่งจังหวะ นี่ไม่ใช่ข้อบกพร่องที่แก้ได้ด้วยการปรับสูตร แต่เป็นราคาที่ต้องจ่ายของการไม่เดาอนาคต การกระจายความเสี่ยงและวินัยในการปรับพอร์ตจึงยังจำเป็นเสมอ
อยากเห็นเครื่องมือฝั่ง Macro ที่เผยแพร่ไว้แล้ว ดูได้ในหมวด Macro & ความเสี่ยง ของห้องสมุด หรือถ้าอยากเริ่มจากฝั่ง Momentum ก่อน อ่านได้ที่ หุ้น Momentum คืออะไร
Momentum บอกว่า ใครกำลังนำ
Macro บอกว่า สนามนี้เอื้อใคร
Macro คือดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงิน การเติบโต และสภาพคล่อง
เราไม่ใช้มันทำนายอนาคต แต่ใช้ตอบว่า ตอนนี้ควรกล้าแค่ไหน
การลงทุนมีความเสี่ยง · เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน · ผลในอดีตไม่ได้การันตีผลในอนาคต
ตัวเลขปี 2020 และ 2022 อ้างอิงข้อมูลสาธารณะของ Federal Reserve และดัชนี S&P 500 · เรียบเรียงโดย JP Trust Learning