JP Trust Learning
JP TRUSTLEARNING
Macro & Risk · พื้นฐานการลงทุน

Macro คืออะไร?
และทำไมคนลงทุน
ต้องเข้าใจ

Macro หรือ เศรษฐกิจมหภาค คือภาพใหญ่ที่บริษัททุกแห่งอยู่ร่วมกัน — ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงิน การเติบโตของเศรษฐกิจ การจ้างงาน และปริมาณเงินที่ไหลเวียนอยู่ในระบบ Macro ไม่ได้บอกว่าควรซื้อหุ้นตัวไหน แต่บอกว่าตอนนี้กำลังเล่นอยู่ในสนามแบบไหน และสนามแบบนั้นให้ราคากับสินทรัพย์ประเภทใดดีกว่ากัน

ความรู้พื้นฐาน · หมวด Macro & ความเสี่ยง · เรียบเรียงโดย JP Trust Learning
ส่วนที่ 1 — นิยาม
What Is Macro

Macro คือกติกาของสนาม
ไม่ใช่รายชื่อผู้เล่น

การวิเคราะห์การลงทุนแบ่งได้เป็นสองชั้นใหญ่ ชั้นแรกคือ Micro — เจาะเข้าไปที่ตัวบริษัท รายได้ กำไร ส่วนแบ่งตลาด คู่แข่ง อีกชั้นหนึ่งคือ Macro — ดูสภาพแวดล้อมที่บริษัททุกแห่งต้องอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็หนีไม่พ้น

นักวิ่งที่ฟอร์มดีที่สุดในสนาม ก็ยังทำเวลาได้ไม่ดีถ้าลู่เปียกและลมสวน — ฟอร์มของนักวิ่งคือ Micro ส่วนสภาพลู่กับทิศลมคือ Macro คนละเรื่องกัน แต่ตัดสินผลลัพธ์ร่วมกัน

ตัวเลข Macro มีเป็นร้อยตัว แต่ตัวที่ตลาดการเงินให้น้ำหนักจริงจังรวมกันได้ประมาณ 4 กลุ่ม และแต่ละกลุ่มตอบคำถามคนละข้อ

Rates / CPI
ดอกเบี้ยนโยบายกับอัตราเงินเฟ้อ — ตอบว่า ต้นทุนของเงินแพงแค่ไหน เงินเฟ้อสูงบังคับให้ธนาคารกลางคงหรือขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อเย็นลงจึงเปิดทางให้ลดได้
ต้นทุนของเงิน
DXY / US10Y
ค่าเงินดอลลาร์กับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี — ตอบว่า ตลาดเชื่อว่าดอกเบี้ยข้างหน้าจะไปทางไหน เป็นราคาที่คนซื้อขายจริงตั้งกันเอง ไม่ใช่คำแถลง
ความเชื่อของตลาด
GDP / Jobs
การเติบโตของเศรษฐกิจกับตัวเลขการจ้างงาน — ตอบว่า กำไรของบริษัทมีที่มาให้โตต่อไหม เพราะรายได้ของบริษัทก็คือรายจ่ายของคนที่มีงานทำ
เนื้อของกำไร
Liquidity
สภาพคล่อง หรือปริมาณเงินที่ไหลเวียนหาสินทรัพย์อยู่ — ตอบว่า มีเงินพร้อมเข้าซื้อมากน้อยแค่ไหน ตัวนี้เห็นยากที่สุด แต่ขยับราคาเร็วที่สุด
แรงซื้อในระบบ

สังเกตว่าทั้งสี่กลุ่มไม่มีตัวไหนพูดถึงบริษัทใดบริษัทหนึ่งเลย นั่นคือลักษณะเฉพาะของ Macro — มันเป็นเงื่อนไขที่ใช้กับทุกคนพร้อมกัน

ส่วนที่ 2 — เหตุผล
Why It Matters

ทำไมคนลงทุน
ต้องเข้าใจ Macro

คำตอบสั้นที่สุดคือ ความเสี่ยงส่วนใหญ่ในพอร์ตไม่ได้มาจากหุ้นที่เลือก แต่มาจากสนามที่หุ้นทุกตัวยืนอยู่ร่วมกัน

เหตุผลที่หนึ่ง — ดอกเบี้ยตั้งราคาให้ทุกอย่าง ราคาของสินทรัพย์ทุกชนิดคือการเอาเงินที่คาดว่าจะได้ในอนาคต มาคิดกลับเป็นมูลค่าวันนี้ อัตราที่ใช้คิดกลับก็คือดอกเบี้ย พอดอกเบี้ยขยับ ราคาทุกอย่างต้องคิดใหม่ทั้งกระดาน แม้ตัวธุรกิจจะไม่เปลี่ยนเลยสักนิดเดียว

เหตุผลที่สอง — สนามกลบฝีมือได้ ปี 2022 ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยเจ็ดครั้งในปีเดียว จากช่วง 0–0.25% ไปจบที่ 4.25–4.50% ปีนั้น S&P 500 ปิดปีติดลบราว 19% และในกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 11 กลุ่ม มีเพียงกลุ่มพลังงานกลุ่มเดียวที่ราคาปิดปีเป็นบวก ที่เหลืออีกสิบกลุ่มติดลบทั้งหมด ไม่ว่าจะเลือกหุ้นเก่งแค่ไหนก็ตาม

เหตุผลที่สาม — ทิศทางกลับกันก็จริงเหมือนกัน ปี 2020 เศรษฐกิจสหรัฐหดตัว คนตกงานเป็นล้าน แต่ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยลงเกือบศูนย์และอัดเงินเข้าระบบมหาศาล ปีนั้น S&P 500 กลับปิดบวกราว 16% สภาพคล่องชนะข่าวร้ายได้ในระยะสั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดูงบการเงินรายบริษัทอย่างเดียวแล้วอธิบายไม่ได้

Macro ไม่ได้ตอบว่า ซื้ออะไร
มันตอบว่า ตอนนี้ควรกล้าแค่ไหน

จุดที่คนมักเข้าใจผิด

เข้าใจ Macro ไม่ได้แปลว่าต้องทายเศรษฐกิจให้ถูก การพยากรณ์ GDP หรือเดาว่าธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ยเดือนไหน เป็นงานที่แม้แต่มืออาชีพก็พลาดเป็นประจำ ประโยชน์จริงของ Macro อยู่ที่การอ่านสภาพปัจจุบันให้ตรง แล้วปรับระดับความเสี่ยงให้เหมาะ ไม่ใช่การมองอนาคต

ส่วนที่ 3 — โครงคิด
The Framework

Momentum บอกว่าใครนำ
Macro บอกว่าสนามเอื้อใคร

สองด้านนี้ไม่ได้แข่งกัน และไม่ควรใช้แยกกัน วิธีวางที่ใช้ได้จริงคือให้ทั้งคู่ไหลมาบรรจบกันก่อน แล้วค่อยแปลงเป็นการตัดสินใจ

JP Trust
อ่านตลาดจากสองด้านพร้อมกัน
Momentum
Price / Volume
Relative Strength
Trend / Flow
Macro
Rates / CPI
DXY / US10Y
GDP / Jobs
Liquidity
Market Regime
ตอนนี้ตลาดอยู่ในสภาวะแบบไหน
Risk Assessment
สภาวะแบบนี้ควรรับความเสี่ยงได้แค่ไหน
JPTrust AI Engine
ประมวลสองด้านเป็นตัวเลขที่เทียบกันได้
Momentum Score
แรงส่งของตัวที่กำลังนำ
Risk Score
ความเสี่ยงของสนามตอนนี้
Momentum Discovery
รายชื่อที่ผ่านทั้งสองด่าน
JPTrust App
ส่งถึงมือผู้ใช้เป็นภาพเดียว

โครงการอ่านตลาดของ JP Trust Learning

จุดบรรจบอยู่ที่คำว่า Market Regime หรือภาวะตลาด — เป็นการสรุปว่าตอนนี้เงินไหลเข้าหาความเสี่ยงหรือไหลออก มีตัวนำชัดเจนหรือไม่มีใครนำ ภาวะตลาดไม่ใช่คำทำนาย แต่เป็นการอ่านสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว

จากภาวะตลาดจึงแปลงต่อเป็น Risk Assessment ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบได้จริงกว่าคำถามว่าตลาดจะขึ้นหรือลง — คำถามคือถ้าคิดผิดขึ้นมา จะเสียหายแค่ไหน และตอนนี้ควรถือกี่ส่วน

ปลายทางคือคะแนนสองตัวที่อ่านคู่กัน Momentum Score ตอบว่าอะไรกำลังนำ ส่วน Risk Score ตอบว่าสนามตอนนี้ให้กล้าได้แค่ไหน ตัวที่ผ่านทั้งสองด่านเท่านั้นจึงจะขึ้นมาอยู่ในรายชื่อ

ใช้ Momentum ด้านเดียว

ได้รายชื่อที่แรงที่สุดเสมอ แม้ในวันที่ทั้งตลาดกำลังถอย — แรงที่สุดในกลุ่มที่กำลังลง ก็ยังลงอยู่ดี

ใช้ Macro ด้านเดียว

ได้ความเห็นว่าเศรษฐกิจดีหรือแย่ แต่ไม่มีรายชื่อให้ลงมือ และมักออกจากตลาดเร็วเกินไปหลายเดือน

JPTrust Insight
How We Use It

JPTrust ใช้ Macro
อย่างไร

หลักข้อเดียวที่ยึดคือ ใช้ Macro จัดระดับความเสี่ยง ไม่ใช้ทำนายทิศทาง

แทนที่จะตีความข่าวเศรษฐกิจเป็นคำพูด เราแปลงมันเป็นตัวเลขที่วัดซ้ำได้ วิธีหนึ่งที่ใช้อยู่คือจัดอันดับแรงส่งรอบ 6 เดือนของสินทรัพย์หลักสี่อย่างที่สะท้อนสนามคนละมุม — หุ้นสหรัฐ น้ำมัน ทองคำ และค่าเงินเยน แล้วดูว่าหุ้นสหรัฐยังอยู่ในกลุ่มนำหรือไม่

เมื่อหุ้นสหรัฐหลุดจากสองอันดับแรก ระบบจะเข้าสู่โหมดตั้งรับ ซึ่งไม่ได้แปลว่าประกาศว่าตลาดเป็นขาลง แต่แปลว่าไม่มีตัวนำที่ชัดเจนให้ย้ายเงินไปหา จึงลดความกล้าลงจนกว่าจะมีตัวนำกลับมา ตรรกะเดียวกันกับคำถามว่าตอนนี้ควรถือกี่ส่วน ไม่ใช่คำถามว่าพรุ่งนี้จะขึ้นหรือลง

อ่านสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ตรง
ดีกว่าเดาสิ่งที่ยังไม่เกิดให้เก่ง

ข้อจำกัดที่ต้องพูดตรง

Macro ไม่มีทางบอกจุดกลับตัวได้ล่วงหน้า และสัญญาณจากตัวเลขเศรษฐกิจมักมาช้ากว่าราคาเสมอ ในตลาดที่กลับทิศเร็วและแรง ทุกวิธีจะออกช้าไปหนึ่งจังหวะ นี่ไม่ใช่ข้อบกพร่องที่แก้ได้ด้วยการปรับสูตร แต่เป็นราคาที่ต้องจ่ายของการไม่เดาอนาคต การกระจายความเสี่ยงและวินัยในการปรับพอร์ตจึงยังจำเป็นเสมอ

อยากเห็นเครื่องมือฝั่ง Macro ที่เผยแพร่ไว้แล้ว ดูได้ในหมวด Macro & ความเสี่ยง ของห้องสมุด หรือถ้าอยากเริ่มจากฝั่ง Momentum ก่อน อ่านได้ที่ หุ้น Momentum คืออะไร

สรุปให้จำ

Momentum บอกว่า ใครกำลังนำ
Macro บอกว่า สนามนี้เอื้อใคร

Macro คือดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงิน การเติบโต และสภาพคล่อง
เราไม่ใช้มันทำนายอนาคต แต่ใช้ตอบว่า ตอนนี้ควรกล้าแค่ไหน

Subscribe at jptrustlearning.com เริ่มต้นเส้นทางการลงทุนอย่างมีระบบไปกับเรา

การลงทุนมีความเสี่ยง · เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน · ผลในอดีตไม่ได้การันตีผลในอนาคต
ตัวเลขปี 2020 และ 2022 อ้างอิงข้อมูลสาธารณะของ Federal Reserve และดัชนี S&P 500 · เรียบเรียงโดย JP Trust Learning