JP Trust Learning
JP TRUSTLEARNING
Momentum · ผลทดสอบของเราเอง

เข้าตอนไหน
หลังตลาดช็อก
Washout & Sniper

“ตลาดลงแล้วซื้อ” เป็นประโยคที่ทุกคนเห็นด้วย จนกระทั่งถึงวันที่ตลาดลงจริง แล้วไม่มีใครรู้ว่าคำว่า “ลง” ของวันนั้นแปลว่าอะไร ระบบที่บทความนี้เปิดให้ดูไม่ได้วัดว่าดัชนีร่วงไปกี่เปอร์เซ็นต์เป็นหลัก แต่นับว่ามีหุ้นกี่ตัวถูกล้างออกไปพร้อมกัน แล้วรอจนพีคของความกลัวผ่านไปแล้วค่อยลงมือ — ข้างล่างคือกติกาทั้งหมด ผลทดสอบ 11 ปีแบบไม่ตัดไม้ไหนทิ้ง และสิ่งที่ตัวเลขชุดนี้ยังตอบไม่ได้

ผลทดสอบย้อนหลัง · หมวดกลยุทธ์ Momentum · ข้อมูลถึง 18 ก.ย. 2569 · JP Trust Learning
ส่วนที่ 1 — สิ่งที่ระบบนี้วัดจริง
Count The Fallen

ไม่ได้วัดความชันของถนน
แต่นับคนที่ล้มลงพร้อมกัน

ดัชนีที่ลบ 5% บอกอะไรได้น้อยกว่าที่คิด เพราะดัชนีเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก หุ้นใหญ่ไม่กี่ตัวลากมันลงได้ทั้งที่หุ้นส่วนใหญ่ยังอยู่ดี สิ่งที่บอกว่าแรงขายลามไปทั้งตลาดแล้วหรือยัง คือการนับหัวว่ามีหุ้นกี่ตัวที่ราคาหลุดจากพฤติกรรมปกติของตัวเองในวันเดียวกัน

ตัวนับที่ใช้คือสัดส่วนหุ้นใน S&P 500 ที่ราคาปิดวันนั้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 60 วันของตัวเองเกินสองส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พูดเป็นภาษาคนคือหุ้นตัวนั้นหลุดกรอบที่มันเคยแกว่งจนผิดปกติ วันธรรมดาตัวเลขนี้อยู่แถวไม่กี่เปอร์เซ็นต์ วันที่ตลาดโดนล้างจริงมันพุ่งขึ้นเป็นสองหลักได้ในวันเดียว

19%
เส้นที่ระบบเริ่มจับตา — สัดส่วนหุ้นที่ถูกล้างพร้อมกัน ค่านี้คือเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 ของข้อมูลจริง แปลว่าเกิดขึ้นราว 1 ใน 20 วันเท่านั้น
breadth · z < −2
−7%
อีกทางหนึ่ง — ดัชนีห่างจากยอดของ 60 วันล่าสุดเกินเจ็ดเปอร์เซ็นต์ (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 10 ของข้อมูลจริงอยู่ที่ −8.3% เผื่อระยะไว้เล็กน้อย)
drawdown 60 วัน
126
วันทำการที่ถือทุกไม้ ตายตัว — ประมาณ 6 เดือน เพราะจังหวะหลังตลาดล้างต้องการเวลาให้ราคาฟื้นเต็มรอบ ไม่ใช่เด้งสองสัปดาห์
holding period
120
วันปฏิทินที่ต้องเว้นระยะระหว่างไม้ ราว 4 เดือน — กันไม่ให้พายุลูกเดียวกลายเป็นการซื้อซ้ำหลายครั้งด้วยเงินก้อนเดิม
min gap

ทั้งสองเส้นไม่ได้ตั้งจากความรู้สึก แต่มาจากการกางข้อมูลจริงแล้วดูว่าค่าระดับไหนคือ “ไม่ปกติ” ของตัวมันเอง และมีข้อควรระวังที่เราต้องเขียนกำกับไว้เสมอ — ห้ามเอาเปอร์เซ็นไทล์ของสองตัววัดมาเทียบกันตรงๆ เพราะการที่ดัชนีห่างจากยอดนั้นค้างอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ ขณะที่วันที่หุ้นถูกล้างพร้อมกันเกิดแค่ไม่กี่วันต่อหนึ่งพายุ นับเป็น “จำนวนวัน” เมื่อไหร่ก็เทียบผิดทันที

ส่วนที่ 2 — กติกาเข้า
Two Of Three

ต้องมีอย่างน้อยสองเสียง
และพีคต้องผ่านไปแล้ว

สัญญาณเดียวโดดๆ ยังไม่พอให้ลงเงิน ระบบจึงให้มีผู้ยืนยันสามตัว และต้องเห็นตรงกันอย่างน้อยสองในสาม ภายในห้าวันทำการย้อนหลัง

ผู้ยืนยันสามตัว

หนึ่ง — สัดส่วนหุ้นที่ถูกล้างพร้อมกันแตะเส้น 19% แล้วหดกลับลงมาเหลือไม่เกินครึ่งหนึ่งของพีครอบนั้น

สอง — ดัชนีห่างจากยอด 60 วันเกิน 7% แล้วเริ่มฟื้นด้วยเงื่อนไขเดียวกัน

สาม — หุ้นสหรัฐหลุดจากสองอันดับแรกเมื่อเทียบผลตอบแทนหกเดือนกับทองคำ น้ำมัน และเงินเยน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเงินกำลังย้ายไปหาที่หลบภัย

จุดที่ต้องอ่านช้าๆ คือข้อความว่า หดกลับลงมาเหลือครึ่งหนึ่งของพีค ระบบไม่ได้พยายามซื้อที่จุดต่ำสุด และไม่ได้ซื้อตอนที่ตัวเลขความกลัวสูงที่สุดด้วย มันรอจนแรงล้างเริ่มคลาย นั่นคือเหตุผลที่ชื่อของมันคือการเล็งยิง ไม่ใช่การรับมีด

ไม่เข้าไปรับมีดที่กำลังตก
แต่ก็ไม่ปล่อยให้ ของถูกลอยไปเฉยๆ

ยังมีกลไกกันความซ้ำอีกสองชั้น ชั้นแรก พายุลูกใหม่ต้องมีพีคสูงกว่าพีคที่เคยยิงไปแล้วอย่างน้อย 1.15 เท่า ไม่งั้นถือว่าเป็นคลื่นลูกเดิมที่ยังไม่จบ ชั้นที่สอง ถ้าตัวนับอยู่ต่ำกว่าเส้นติดกัน 21 วันทำการ ระบบจะลืมพีคเดิมแล้วเริ่มนับพายุลูกใหม่ทั้งหมด

เมื่อสัญญาณยิง ระบบซื้อหุ้นสิบตัวที่โมเมนตัมแรงที่สุดในเวลานั้น โดยคะแนนมาจากผลตอบแทนหกเดือน 70% บวกปริมาณการซื้อขาย 30% เข้าที่ราคาเปิดของวันทำการถัดไป ถือ 126 วันทำการแล้วขายที่ราคาเปิด ยกเว้นวันครบกำหนดนั้นตลาดยังอยู่ในโหมดหลบภัยตามผู้ยืนยันตัวที่สาม ไม้นั้นจะยืดออกไปอีกหนึ่งรอบเต็มแล้วค่อยตรวจใหม่

ทุกเงื่อนไขอ่านจากอดีตเท่านั้น

คะแนนโมเมนตัม ตัวนับหุ้นที่ถูกล้าง และการเทียบสี่สินทรัพย์ ใช้ราคาปิดถึงวันก่อนหน้าทั้งหมด ส่วนการซื้อเกิดที่ราคาเปิดของวันถัดไป กฎข้อนี้สำคัญกว่าที่ฟัง — เราเคยเจอ backtest ที่ดูดีมาก แล้วพบว่ามันใช้ราคาปิดของวันนั้นตัดสินใจ แล้วกินผลตอบแทนของวันเดียวกัน พอแก้ให้ลงมือวันถัดไป ผลที่เคยชนะการถือยาวก็หายไปทั้งหมด

ส่วนที่ 3 — ผลทดสอบ
The Ledger

11 ปี 26 สัญญาณ
เข้าจริง 19 ไม้

ช่วงทดสอบ 2 ม.ค. 2558 ถึง 18 ก.ย. 2569 ทุนไม้ละ 10,000 ดอลลาร์ต่อสัญญาณ หักค่าธรรมเนียม 0.05% ต่อข้างทุกไม้ ไม่ทบต้น — สัญญาณที่ผ่านตัวกรองมีทั้งหมด 26 ครั้ง ถูกกฎเว้นระยะ 4 เดือนตัดทิ้ง 7 ครั้ง เหลือเข้าจริง 19 ไม้ ปิดไปแล้ว 18 ไม้ และยังถืออยู่ 1 ไม้

+$77,619
กำไรรวมของ 19 ไม้ (รวมกำไรลอยของไม้ที่ยังถืออยู่) จากทุนไม้ละ 10,000 ดอลลาร์
2 ม.ค. 2558 → 18 ก.ย. 2569
+39.6%
ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อไม้ของ 18 ไม้ที่ปิดแล้ว — ต่ำสุด +5.7% สูงสุด +82.8%
ต่อรอบ 6 เดือน
+14.2%
ถ้าเอาเงินก้อนเดียวกันไปซื้อ SPY ด้วยวันเข้าและวันขายชุดเดียวกันทุกไม้ จะได้เท่านี้ต่อไม้ (รวม +$27,199) — กลยุทธ์ชนะ 17 จาก 18 ไม้
เงาเปรียบเทียบไม้ต่อไม้
$30,000
เงินสดสูงสุดที่ต้องเตรียม — ช่วงที่สัญญาณถี่ที่สุดมีไม้ซ้อนกัน 3 ไม้ พร้อมกัน
ไม้ซ้อนสูงสุดตลอดช่วง

ฝั่งความเสี่ยง กำไรสะสมของพอร์ตนี้ย่อลึกที่สุด −9.7% เมื่อวัดบนเงินที่วางอยู่บนโต๊ะจริง ณ วันนั้น (14 ก.ค. 2565) ขณะที่ SPY ในช่วงเวลาเดียวกันย่อลึกสุด −33.7% ความต่างนี้ไม่ได้มาจากความเก่ง แต่มาจากธรรมชาติของระบบที่ถือเงินสดเป็นส่วนใหญ่และอยู่ในตลาดเฉพาะช่วงหลังพายุเท่านั้น

มีสามไม้ที่ถูกยืดออกไปอีกหนึ่งรอบเพราะวันครบกำหนดตลาดยังอยู่ในโหมดหลบภัย ไม้ปี 2559 กับไม้เดือน ก.พ. 2565 คือสองในนั้น และทั้งคู่จบด้วยกำไร

#วันเข้าวันขายผลของไม้SPY หน้าต่างเดียวกันหมายเหตุ
128 ส.ค. 5829 ส.ค. 59+7.7%+11.8%ยืด 1 รอบ
225 ม.ค. 5924 ม.ค. 60+82.8%+21.6%ยืด 1 รอบ
330 มิ.ย. 5929 ธ.ค. 59+32.5%+9.4%
413 ก.พ. 6114 ส.ค. 61+21.0%+8.0%
531 ต.ค. 616 พ.ค. 62+26.6%+7.9%
627 ธ.ค. 6128 มิ.ย. 62+31.7%+21.6%
75 มิ.ย. 623 ธ.ค. 62+11.0%+10.2%
85 มี.ค. 632 ก.ย. 63+53.5%+17.4%
925 มี.ค. 6323 ก.ย. 63+65.5%+36.1%
103 พ.ย. 636 พ.ค. 64+49.1%+25.4%
111 ก.พ. 652 ก.พ. 66+24.9%−6.5%ยืด 1 รอบ
1216 พ.ค. 6514 พ.ย. 65+5.7%−0.1%
1323 มิ.ย. 6521 ธ.ค. 65+14.3%+2.5%
1422 มี.ค. 6621 ก.ย. 66+30.1%+10.0%
159 ต.ค. 6610 เม.ย. 67+63.7%+20.8%
169 ส.ค. 6711 ก.พ. 68+56.2%+14.3%
1717 มี.ค. 6816 ก.ย. 68+60.8%+18.1%
1810 เม.ย. 6810 ต.ค. 68+76.5%+26.9%
191 เม.ย. 69ยังถืออยู่
ทุกไม้ที่ระบบยิงตั้งแต่ปี 2558 ไม่มีการตัดไม้ไหนออกจากตาราง

ปีที่ไม่มีบรรทัดในตารางเลยคือ 2560 และ 2564 สองปีนั้นตลาดไม่เคยล้างแรงพอจะทำให้ระบบยิงสักครั้ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องของเครื่องมือประเภทนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด

ส่วนที่ 4 — จังหวะ กับ การเลือกของ
Timing vs Selection

จังหวะได้เงินก้อนหนึ่ง
ส่วนที่เหลือมาจากของที่ซื้อ

ผลของระบบนี้แยกเป็นสองชั้นที่วัดแยกกันได้ ชั้นแรกคือจังหวะเข้า ชั้นที่สองคือเลือกซื้ออะไรในจังหวะนั้น และตัวเลขบอกชัดว่าชั้นไหนให้เท่าไร

ถ้าใช้จังหวะชุดเดียวกันเป๊ะแต่ซื้อดัชนีไปเลย คือซื้อ SPY ทุกไม้ด้วยทุนเท่ากัน ผลคือ +$27,199 หรือเฉลี่ย +14.2% ต่อไม้ นั่นคือมูลค่าของ “จังหวะ” ล้วนๆ ส่วนการเปลี่ยนของที่ซื้อจากดัชนีเป็นหุ้นสิบตัวที่แรงที่สุดในเวลานั้น ทำให้ตัวเลขเดียวกันกลายเป็น +$77,619 หรือเฉลี่ย +39.6% ต่อไม้

ทั้งสองชั้นบวก
แต่ชั้นที่สอง ใหญ่กว่าชั้นแรกเกือบสามเท่า

ปี 2565 เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพที่สุด ปีนั้นดัชนีติดลบทั้งปีและไม้ทั้งสามของระบบเปิดตอนตลาดกำลังแย่ แต่หุ้นสิบตัวที่โมเมนตัมหกเดือนชี้ไปหาในเวลานั้นคือกลุ่มพลังงาน ทั้ง OXY, XOM, DVN, HAL และ CTRA เพราะราคาน้ำมันเป็นสินทรัพย์เดียวที่วิ่งขึ้นในปีนั้น ไม้ทั้งสามจึงจบด้วยกำไรทั้งที่เงาของมันฝั่ง SPY แทบไม่ได้อะไรเลย

พูดอีกแบบคือชั้นเลือกหุ้นไม่ได้ทำหน้าที่ “เร่งกำไร” อย่างเดียว แต่มันย้ายพอร์ตไปอยู่ในกลุ่มที่เงินกำลังไหลเข้าจริงในเวลานั้น ซึ่งบางรอบเป็นคนละกลุ่มกับที่ดัชนีถ่วงน้ำหนักไว้ — กลไกของโมเมนตัมและอายุของสัญญาณ เราแยกอธิบายไว้ที่ Factor Decay: สัญญาณโมเมนตัม 30 ปี

และชั้นที่สองนี่เองคือจุดที่อคติที่ใหญ่ที่สุดของการทดสอบซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนถัดไป

ส่วนที่ 5 — ข้อจำกัด
What It Cannot Tell You

สิ่งที่ตัวเลขชุดนี้
ยังตอบไม่ได้

ตัวเลขข้างบนดูดีเกินกว่าจะปล่อยผ่านโดยไม่กางข้อจำกัดให้ครบ ห้าข้อนี้คือสิ่งที่เราตรวจแล้วและต้องเขียนไว้ตรงนี้

19 ไม้ คือตัวอย่างที่เล็กมาก

สิบเอ็ดปีให้สัญญาณเฉลี่ยไม่ถึงสองครั้งต่อปี จำนวนเท่านี้ยังไม่พอสรุปว่ามีนัยทางสถิติ เกณฑ์ที่เราใช้กับงานวิจัยภายในต้องการตัวอย่างมากกว่านี้หลายเท่า ตัวเลขชุดนี้จึงเป็นบันทึกผล ไม่ใช่ข้อพิสูจน์

ชนะทุกไม้ ไม่ใช่คุณสมบัติของระบบ

18 ไม้ที่ปิดแล้วเป็นบวกทั้งหมด แต่นั่นคือผลของการถือยาวหกเดือนในตลาดที่ขึ้นตลอด 11 ปี บวกกับกฎยืดตอนหมี ไม้ที่เฉียดที่สุดจบที่ +5.7% เท่านั้น ถ้าช่วงทดสอบยาวพอจะมีตลาดหมีแบบหลายปี ตัวเลขนี้จะไม่เป็นแบบนี้

ข้อที่สามหนักที่สุด — รายชื่อหุ้นที่ใช้คัดคือสมาชิก S&P 500 ชุดปัจจุบัน ไม่ใช่รายชื่อสมาชิก ณ วันที่สัญญาณเกิด แปลว่าหุ้นที่เพิ่งถูกรับเข้าดัชนีทีหลังเพราะมันวิ่งมาแล้ว ก็มีสิทธิ์ถูกเลือกย้อนหลังด้วย เราตรวจเรื่องนี้กับกลยุทธ์โมเมนตัมหกเดือนของเราเองมาแล้ว และพบว่าเมื่อเปลี่ยนไปใช้รายชื่อสมาชิกจริง ณ วันนั้น ส่วนเกินที่เคยวัดได้ลดลงเกือบครึ่ง ข้อสรุปเดียวกันนี้ใช้กับชั้นเลือกหุ้นของระบบนี้ด้วย

ตัวเลข “เฉลี่ยปีละ +36.8%” หมายความว่าอะไรกันแน่

หน้าเครื่องมือของสมาชิกแสดงค่านี้ไว้ วิธีคิดคือเอากำไรของแต่ละปีหารด้วยจำนวนไม้ที่ซ้อนกันสูงสุดในปีนั้น คูณทุนต่อไม้ แล้วเฉลี่ยข้ามปี ปีไหนเปิดไม้เดียวฐานก็คือ 10,000 ดอลลาร์ ตัวเลขนี้ตอบคำถามว่า “ปีนั้นต้องมีเงินพร้อมใช้เท่าไรและได้กลับมาเท่าไร” ไม่ใช่ CAGR ของพอร์ตทั้งพอร์ต และไม่ได้คิดต้นทุนของเงินที่นอนรอสัญญาณอยู่เฉยๆ ตลอดปีที่ไม่มีพายุ ใครจะเอาไปเทียบกับผลตอบแทนของกองทุนต้องรู้ข้อนี้ก่อน

ข้อที่ห้าคือช่วงทดสอบ ข้อมูลของเราเริ่มที่ปี 2558 จึงไม่มีวิกฤตปี 2551 อยู่ในนั้นเลย พายุที่ใหญ่ที่สุดที่ระบบเคยเจอคือเดือน มี.ค. 2563 ซึ่งฟื้นเร็วผิดปกติเมื่อเทียบกับวิกฤตในอดีต การทดสอบย้อนไปถึงปี 2539 เป็นงานที่เรากำลังทำต่อ และจะเป็นด่านจริงของระบบนี้

สุดท้าย ค่าธรรมเนียมที่ใช้คือ 0.05% ต่อข้าง ไม่รวมภาษีเงินปันผล ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน และไม่ได้จำลองว่าราคาเปิดที่ได้จริงอาจต่างจากราคาเปิดในไฟล์ข้อมูล

ถ้าถอดกฎเว้นระยะ 4 เดือนออก

เราลองยิงทุกสัญญาณทั้ง 26 ครั้งโดยไม่เว้นระยะ ผลคือกำไรรวมขึ้นไปที่ +$89,055 แต่ต้องเตรียมเงินสดถึง 70,000 ดอลลาร์ เพราะมีช่วงที่ไม้ซ้อนกันถึงเจ็ดไม้ และกำไรสะสมย่อลึกขึ้นเป็น −15.7% เมื่อคิดเป็นผลตอบแทนต่อเงินที่ต้องวางจริง กฎเว้นระยะจึงแลกกำไรรวมที่หายไปราว 11,400 ดอลลาร์ กับเงินทุนที่ต้องเตรียมน้อยลงกว่าครึ่ง

ส่วนที่ 6 — สถานะล่าสุด
As Of Today

ตอนนี้ระบบบอกว่า
ยังไม่มีพายุ

ข้อมูลล่าสุดที่ใช้ในบทความนี้คือราคาปิดวันที่ 18 ก.ย. 2569 และทั้งสามผู้ยืนยันยังไม่มีตัวไหนติดสถานะจับตา

14.9%
สัดส่วนหุ้นที่ถูกล้างพร้อมกัน — ต่ำกว่าเส้น 19% ที่ใช้เริ่มจับตา
18 ก.ย. 2569
−2.1%
ระยะห่างจากยอด 60 วันของดัชนี — ตื้นกว่าเส้น −7% อยู่มาก
18 ก.ย. 2569

ผู้ยืนยันตัวที่สามก็ยังเป็นปกติ คือหุ้นสหรัฐยังอยู่ในสองอันดับแรกเมื่อเทียบผลตอบแทนหกเดือนกับทองคำ น้ำมัน และเงินเยน ระหว่างนี้ระบบมีไม้ที่ยังถืออยู่หนึ่งไม้ ซึ่งเข้าเมื่อ 1 เม.ย. 2569 และยังไม่ถึงวันครบกำหนด

สิ่งที่ต้องเฝ้าจึงเหลือแค่สามบรรทัดเดิม — ตัวนับหุ้นที่ถูกล้างแตะ 19% เมื่อไหร่ ดัชนีห่างจากยอด 60 วันเกิน 7% เมื่อไหร่ และหุ้นสหรัฐหลุดสองอันดับแรกเมื่อเทียบกับที่หลบภัยเมื่อไหร่ ถ้าสองในสามเกิดขึ้นแล้วพีคเริ่มหดลง นั่นคือเวลาของเครื่องมือชิ้นนี้

บทบาทของระบบนี้ในพอร์ต

ออกแบบมาเพื่อเก็บผลตอบแทนจากปีที่ตลาดช็อก ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ S&P 500 ทุกปี ถือหกเดือนเพราะจังหวะหลังตลาดล้างต้องการเวลาให้ราคาฟื้นเต็มรอบ และวันเข้าถูกกำหนดโดยตลาดไม่ใช่ปฏิทิน — ควรใช้เป็นตัวเสริมพอร์ต ไม่ใช่ตัวหลักตัวเดียว

สรุปให้จำ

ไม่ต้องรู้ว่าก้นอยู่ตรงไหน
แค่รู้ว่า พีคผ่านไปหรือยัง

ระบบนี้นับจำนวนหุ้นที่ถูกล้างพร้อมกัน ไม่ใช่ความชันของดัชนี และเข้าเมื่อพีคของความกลัวหดลงเหลือครึ่งหนึ่งแล้ว
ต้องมีผู้ยืนยันอย่างน้อยสองในสาม ถือ 6 เดือน ยืดต่อถ้าวันครบกำหนดตลาดยังอยู่ในโหมดหลบภัย
11 ปี 26 สัญญาณ เข้าจริง 19 ไม้ เฉลี่ย +39.6% ต่อไม้ ขณะที่ซื้อดัชนีในจังหวะเดียวกันได้ +14.2%
และ 19 ไม้ยังเล็กเกินกว่าจะเรียกว่าข้อพิสูจน์ — รายชื่อหุ้นที่ใช้คัดยังเป็นสมาชิกดัชนีชุดปัจจุบัน และช่วงทดสอบยังไม่มีปี 2551

Subscribe at jptrustlearning.com ดูสถานะของระบบนี้แบบวันต่อวันได้ในแอปสมาชิก

การลงทุนมีความเสี่ยง · เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน · ผลในอดีตไม่ได้การันตีผลในอนาคต
ตัวเลขทั้งหมดในบทความมาจากการทดสอบย้อนหลัง (backtest) บนข้อมูลราคารายวันของหุ้นใน S&P 500 และราคา SPY จากชุดข้อมูลของ JP Trust Learning ช่วง 2 ม.ค. 2558 ถึง 18 ก.ย. 2569 · ทุนสมมติไม้ละ 10,000 ดอลลาร์ หักค่าธรรมเนียม 0.05% ต่อข้าง ไม่รวมภาษี ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน และ slippage · รายชื่อหุ้นที่ใช้คัดเป็นสมาชิกดัชนีชุดปัจจุบัน ซึ่งทำให้ผลการทดสอบสูงกว่าความเป็นจริง · ผลตอบแทนเฉลี่ยรายปีคิดบนฐานไม้ซ้อนสูงสุดของแต่ละปี ไม่ใช่ CAGR ของพอร์ต · เรียบเรียงโดย JP Trust Learning