“ตลาดลงแล้วซื้อ” เป็นประโยคที่ทุกคนเห็นด้วย จนกระทั่งถึงวันที่ตลาดลงจริง แล้วไม่มีใครรู้ว่าคำว่า “ลง” ของวันนั้นแปลว่าอะไร ระบบที่บทความนี้เปิดให้ดูไม่ได้วัดว่าดัชนีร่วงไปกี่เปอร์เซ็นต์เป็นหลัก แต่นับว่ามีหุ้นกี่ตัวถูกล้างออกไปพร้อมกัน แล้วรอจนพีคของความกลัวผ่านไปแล้วค่อยลงมือ — ข้างล่างคือกติกาทั้งหมด ผลทดสอบ 11 ปีแบบไม่ตัดไม้ไหนทิ้ง และสิ่งที่ตัวเลขชุดนี้ยังตอบไม่ได้
ดัชนีที่ลบ 5% บอกอะไรได้น้อยกว่าที่คิด เพราะดัชนีเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก หุ้นใหญ่ไม่กี่ตัวลากมันลงได้ทั้งที่หุ้นส่วนใหญ่ยังอยู่ดี สิ่งที่บอกว่าแรงขายลามไปทั้งตลาดแล้วหรือยัง คือการนับหัวว่ามีหุ้นกี่ตัวที่ราคาหลุดจากพฤติกรรมปกติของตัวเองในวันเดียวกัน
ตัวนับที่ใช้คือสัดส่วนหุ้นใน S&P 500 ที่ราคาปิดวันนั้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 60 วันของตัวเองเกินสองส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พูดเป็นภาษาคนคือหุ้นตัวนั้นหลุดกรอบที่มันเคยแกว่งจนผิดปกติ วันธรรมดาตัวเลขนี้อยู่แถวไม่กี่เปอร์เซ็นต์ วันที่ตลาดโดนล้างจริงมันพุ่งขึ้นเป็นสองหลักได้ในวันเดียว
ทั้งสองเส้นไม่ได้ตั้งจากความรู้สึก แต่มาจากการกางข้อมูลจริงแล้วดูว่าค่าระดับไหนคือ “ไม่ปกติ” ของตัวมันเอง และมีข้อควรระวังที่เราต้องเขียนกำกับไว้เสมอ — ห้ามเอาเปอร์เซ็นไทล์ของสองตัววัดมาเทียบกันตรงๆ เพราะการที่ดัชนีห่างจากยอดนั้นค้างอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ ขณะที่วันที่หุ้นถูกล้างพร้อมกันเกิดแค่ไม่กี่วันต่อหนึ่งพายุ นับเป็น “จำนวนวัน” เมื่อไหร่ก็เทียบผิดทันที
สัญญาณเดียวโดดๆ ยังไม่พอให้ลงเงิน ระบบจึงให้มีผู้ยืนยันสามตัว และต้องเห็นตรงกันอย่างน้อยสองในสาม ภายในห้าวันทำการย้อนหลัง
หนึ่ง — สัดส่วนหุ้นที่ถูกล้างพร้อมกันแตะเส้น 19% แล้วหดกลับลงมาเหลือไม่เกินครึ่งหนึ่งของพีครอบนั้น
สอง — ดัชนีห่างจากยอด 60 วันเกิน 7% แล้วเริ่มฟื้นด้วยเงื่อนไขเดียวกัน
สาม — หุ้นสหรัฐหลุดจากสองอันดับแรกเมื่อเทียบผลตอบแทนหกเดือนกับทองคำ น้ำมัน และเงินเยน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเงินกำลังย้ายไปหาที่หลบภัย
จุดที่ต้องอ่านช้าๆ คือข้อความว่า หดกลับลงมาเหลือครึ่งหนึ่งของพีค ระบบไม่ได้พยายามซื้อที่จุดต่ำสุด และไม่ได้ซื้อตอนที่ตัวเลขความกลัวสูงที่สุดด้วย มันรอจนแรงล้างเริ่มคลาย นั่นคือเหตุผลที่ชื่อของมันคือการเล็งยิง ไม่ใช่การรับมีด
ไม่เข้าไปรับมีดที่กำลังตก
แต่ก็ไม่ปล่อยให้ ของถูกลอยไปเฉยๆ
ยังมีกลไกกันความซ้ำอีกสองชั้น ชั้นแรก พายุลูกใหม่ต้องมีพีคสูงกว่าพีคที่เคยยิงไปแล้วอย่างน้อย 1.15 เท่า ไม่งั้นถือว่าเป็นคลื่นลูกเดิมที่ยังไม่จบ ชั้นที่สอง ถ้าตัวนับอยู่ต่ำกว่าเส้นติดกัน 21 วันทำการ ระบบจะลืมพีคเดิมแล้วเริ่มนับพายุลูกใหม่ทั้งหมด
เมื่อสัญญาณยิง ระบบซื้อหุ้นสิบตัวที่โมเมนตัมแรงที่สุดในเวลานั้น โดยคะแนนมาจากผลตอบแทนหกเดือน 70% บวกปริมาณการซื้อขาย 30% เข้าที่ราคาเปิดของวันทำการถัดไป ถือ 126 วันทำการแล้วขายที่ราคาเปิด ยกเว้นวันครบกำหนดนั้นตลาดยังอยู่ในโหมดหลบภัยตามผู้ยืนยันตัวที่สาม ไม้นั้นจะยืดออกไปอีกหนึ่งรอบเต็มแล้วค่อยตรวจใหม่
คะแนนโมเมนตัม ตัวนับหุ้นที่ถูกล้าง และการเทียบสี่สินทรัพย์ ใช้ราคาปิดถึงวันก่อนหน้าทั้งหมด ส่วนการซื้อเกิดที่ราคาเปิดของวันถัดไป กฎข้อนี้สำคัญกว่าที่ฟัง — เราเคยเจอ backtest ที่ดูดีมาก แล้วพบว่ามันใช้ราคาปิดของวันนั้นตัดสินใจ แล้วกินผลตอบแทนของวันเดียวกัน พอแก้ให้ลงมือวันถัดไป ผลที่เคยชนะการถือยาวก็หายไปทั้งหมด
ช่วงทดสอบ 2 ม.ค. 2558 ถึง 18 ก.ย. 2569 ทุนไม้ละ 10,000 ดอลลาร์ต่อสัญญาณ หักค่าธรรมเนียม 0.05% ต่อข้างทุกไม้ ไม่ทบต้น — สัญญาณที่ผ่านตัวกรองมีทั้งหมด 26 ครั้ง ถูกกฎเว้นระยะ 4 เดือนตัดทิ้ง 7 ครั้ง เหลือเข้าจริง 19 ไม้ ปิดไปแล้ว 18 ไม้ และยังถืออยู่ 1 ไม้
ฝั่งความเสี่ยง กำไรสะสมของพอร์ตนี้ย่อลึกที่สุด −9.7% เมื่อวัดบนเงินที่วางอยู่บนโต๊ะจริง ณ วันนั้น (14 ก.ค. 2565) ขณะที่ SPY ในช่วงเวลาเดียวกันย่อลึกสุด −33.7% ความต่างนี้ไม่ได้มาจากความเก่ง แต่มาจากธรรมชาติของระบบที่ถือเงินสดเป็นส่วนใหญ่และอยู่ในตลาดเฉพาะช่วงหลังพายุเท่านั้น
มีสามไม้ที่ถูกยืดออกไปอีกหนึ่งรอบเพราะวันครบกำหนดตลาดยังอยู่ในโหมดหลบภัย ไม้ปี 2559 กับไม้เดือน ก.พ. 2565 คือสองในนั้น และทั้งคู่จบด้วยกำไร
| # | วันเข้า | วันขาย | ผลของไม้ | SPY หน้าต่างเดียวกัน | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 28 ส.ค. 58 | 29 ส.ค. 59 | +7.7% | +11.8% | ยืด 1 รอบ |
| 2 | 25 ม.ค. 59 | 24 ม.ค. 60 | +82.8% | +21.6% | ยืด 1 รอบ |
| 3 | 30 มิ.ย. 59 | 29 ธ.ค. 59 | +32.5% | +9.4% | — |
| 4 | 13 ก.พ. 61 | 14 ส.ค. 61 | +21.0% | +8.0% | — |
| 5 | 31 ต.ค. 61 | 6 พ.ค. 62 | +26.6% | +7.9% | — |
| 6 | 27 ธ.ค. 61 | 28 มิ.ย. 62 | +31.7% | +21.6% | — |
| 7 | 5 มิ.ย. 62 | 3 ธ.ค. 62 | +11.0% | +10.2% | — |
| 8 | 5 มี.ค. 63 | 2 ก.ย. 63 | +53.5% | +17.4% | — |
| 9 | 25 มี.ค. 63 | 23 ก.ย. 63 | +65.5% | +36.1% | — |
| 10 | 3 พ.ย. 63 | 6 พ.ค. 64 | +49.1% | +25.4% | — |
| 11 | 1 ก.พ. 65 | 2 ก.พ. 66 | +24.9% | −6.5% | ยืด 1 รอบ |
| 12 | 16 พ.ค. 65 | 14 พ.ย. 65 | +5.7% | −0.1% | — |
| 13 | 23 มิ.ย. 65 | 21 ธ.ค. 65 | +14.3% | +2.5% | — |
| 14 | 22 มี.ค. 66 | 21 ก.ย. 66 | +30.1% | +10.0% | — |
| 15 | 9 ต.ค. 66 | 10 เม.ย. 67 | +63.7% | +20.8% | — |
| 16 | 9 ส.ค. 67 | 11 ก.พ. 68 | +56.2% | +14.3% | — |
| 17 | 17 มี.ค. 68 | 16 ก.ย. 68 | +60.8% | +18.1% | — |
| 18 | 10 เม.ย. 68 | 10 ต.ค. 68 | +76.5% | +26.9% | — |
| 19 | 1 เม.ย. 69 | ยังถืออยู่ | — | — | — |
ปีที่ไม่มีบรรทัดในตารางเลยคือ 2560 และ 2564 สองปีนั้นตลาดไม่เคยล้างแรงพอจะทำให้ระบบยิงสักครั้ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องของเครื่องมือประเภทนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด
ผลของระบบนี้แยกเป็นสองชั้นที่วัดแยกกันได้ ชั้นแรกคือจังหวะเข้า ชั้นที่สองคือเลือกซื้ออะไรในจังหวะนั้น และตัวเลขบอกชัดว่าชั้นไหนให้เท่าไร
ถ้าใช้จังหวะชุดเดียวกันเป๊ะแต่ซื้อดัชนีไปเลย คือซื้อ SPY ทุกไม้ด้วยทุนเท่ากัน ผลคือ +$27,199 หรือเฉลี่ย +14.2% ต่อไม้ นั่นคือมูลค่าของ “จังหวะ” ล้วนๆ ส่วนการเปลี่ยนของที่ซื้อจากดัชนีเป็นหุ้นสิบตัวที่แรงที่สุดในเวลานั้น ทำให้ตัวเลขเดียวกันกลายเป็น +$77,619 หรือเฉลี่ย +39.6% ต่อไม้
ทั้งสองชั้นบวก
แต่ชั้นที่สอง ใหญ่กว่าชั้นแรกเกือบสามเท่า
ปี 2565 เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพที่สุด ปีนั้นดัชนีติดลบทั้งปีและไม้ทั้งสามของระบบเปิดตอนตลาดกำลังแย่ แต่หุ้นสิบตัวที่โมเมนตัมหกเดือนชี้ไปหาในเวลานั้นคือกลุ่มพลังงาน ทั้ง OXY, XOM, DVN, HAL และ CTRA เพราะราคาน้ำมันเป็นสินทรัพย์เดียวที่วิ่งขึ้นในปีนั้น ไม้ทั้งสามจึงจบด้วยกำไรทั้งที่เงาของมันฝั่ง SPY แทบไม่ได้อะไรเลย
พูดอีกแบบคือชั้นเลือกหุ้นไม่ได้ทำหน้าที่ “เร่งกำไร” อย่างเดียว แต่มันย้ายพอร์ตไปอยู่ในกลุ่มที่เงินกำลังไหลเข้าจริงในเวลานั้น ซึ่งบางรอบเป็นคนละกลุ่มกับที่ดัชนีถ่วงน้ำหนักไว้ — กลไกของโมเมนตัมและอายุของสัญญาณ เราแยกอธิบายไว้ที่ Factor Decay: สัญญาณโมเมนตัม 30 ปี
และชั้นที่สองนี่เองคือจุดที่อคติที่ใหญ่ที่สุดของการทดสอบซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนถัดไป
ตัวเลขข้างบนดูดีเกินกว่าจะปล่อยผ่านโดยไม่กางข้อจำกัดให้ครบ ห้าข้อนี้คือสิ่งที่เราตรวจแล้วและต้องเขียนไว้ตรงนี้
สิบเอ็ดปีให้สัญญาณเฉลี่ยไม่ถึงสองครั้งต่อปี จำนวนเท่านี้ยังไม่พอสรุปว่ามีนัยทางสถิติ เกณฑ์ที่เราใช้กับงานวิจัยภายในต้องการตัวอย่างมากกว่านี้หลายเท่า ตัวเลขชุดนี้จึงเป็นบันทึกผล ไม่ใช่ข้อพิสูจน์
18 ไม้ที่ปิดแล้วเป็นบวกทั้งหมด แต่นั่นคือผลของการถือยาวหกเดือนในตลาดที่ขึ้นตลอด 11 ปี บวกกับกฎยืดตอนหมี ไม้ที่เฉียดที่สุดจบที่ +5.7% เท่านั้น ถ้าช่วงทดสอบยาวพอจะมีตลาดหมีแบบหลายปี ตัวเลขนี้จะไม่เป็นแบบนี้
ข้อที่สามหนักที่สุด — รายชื่อหุ้นที่ใช้คัดคือสมาชิก S&P 500 ชุดปัจจุบัน ไม่ใช่รายชื่อสมาชิก ณ วันที่สัญญาณเกิด แปลว่าหุ้นที่เพิ่งถูกรับเข้าดัชนีทีหลังเพราะมันวิ่งมาแล้ว ก็มีสิทธิ์ถูกเลือกย้อนหลังด้วย เราตรวจเรื่องนี้กับกลยุทธ์โมเมนตัมหกเดือนของเราเองมาแล้ว และพบว่าเมื่อเปลี่ยนไปใช้รายชื่อสมาชิกจริง ณ วันนั้น ส่วนเกินที่เคยวัดได้ลดลงเกือบครึ่ง ข้อสรุปเดียวกันนี้ใช้กับชั้นเลือกหุ้นของระบบนี้ด้วย
หน้าเครื่องมือของสมาชิกแสดงค่านี้ไว้ วิธีคิดคือเอากำไรของแต่ละปีหารด้วยจำนวนไม้ที่ซ้อนกันสูงสุดในปีนั้น คูณทุนต่อไม้ แล้วเฉลี่ยข้ามปี ปีไหนเปิดไม้เดียวฐานก็คือ 10,000 ดอลลาร์ ตัวเลขนี้ตอบคำถามว่า “ปีนั้นต้องมีเงินพร้อมใช้เท่าไรและได้กลับมาเท่าไร” ไม่ใช่ CAGR ของพอร์ตทั้งพอร์ต และไม่ได้คิดต้นทุนของเงินที่นอนรอสัญญาณอยู่เฉยๆ ตลอดปีที่ไม่มีพายุ ใครจะเอาไปเทียบกับผลตอบแทนของกองทุนต้องรู้ข้อนี้ก่อน
ข้อที่ห้าคือช่วงทดสอบ ข้อมูลของเราเริ่มที่ปี 2558 จึงไม่มีวิกฤตปี 2551 อยู่ในนั้นเลย พายุที่ใหญ่ที่สุดที่ระบบเคยเจอคือเดือน มี.ค. 2563 ซึ่งฟื้นเร็วผิดปกติเมื่อเทียบกับวิกฤตในอดีต การทดสอบย้อนไปถึงปี 2539 เป็นงานที่เรากำลังทำต่อ และจะเป็นด่านจริงของระบบนี้
สุดท้าย ค่าธรรมเนียมที่ใช้คือ 0.05% ต่อข้าง ไม่รวมภาษีเงินปันผล ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน และไม่ได้จำลองว่าราคาเปิดที่ได้จริงอาจต่างจากราคาเปิดในไฟล์ข้อมูล
เราลองยิงทุกสัญญาณทั้ง 26 ครั้งโดยไม่เว้นระยะ ผลคือกำไรรวมขึ้นไปที่ +$89,055 แต่ต้องเตรียมเงินสดถึง 70,000 ดอลลาร์ เพราะมีช่วงที่ไม้ซ้อนกันถึงเจ็ดไม้ และกำไรสะสมย่อลึกขึ้นเป็น −15.7% เมื่อคิดเป็นผลตอบแทนต่อเงินที่ต้องวางจริง กฎเว้นระยะจึงแลกกำไรรวมที่หายไปราว 11,400 ดอลลาร์ กับเงินทุนที่ต้องเตรียมน้อยลงกว่าครึ่ง
ข้อมูลล่าสุดที่ใช้ในบทความนี้คือราคาปิดวันที่ 18 ก.ย. 2569 และทั้งสามผู้ยืนยันยังไม่มีตัวไหนติดสถานะจับตา
ผู้ยืนยันตัวที่สามก็ยังเป็นปกติ คือหุ้นสหรัฐยังอยู่ในสองอันดับแรกเมื่อเทียบผลตอบแทนหกเดือนกับทองคำ น้ำมัน และเงินเยน ระหว่างนี้ระบบมีไม้ที่ยังถืออยู่หนึ่งไม้ ซึ่งเข้าเมื่อ 1 เม.ย. 2569 และยังไม่ถึงวันครบกำหนด
สิ่งที่ต้องเฝ้าจึงเหลือแค่สามบรรทัดเดิม — ตัวนับหุ้นที่ถูกล้างแตะ 19% เมื่อไหร่ ดัชนีห่างจากยอด 60 วันเกิน 7% เมื่อไหร่ และหุ้นสหรัฐหลุดสองอันดับแรกเมื่อเทียบกับที่หลบภัยเมื่อไหร่ ถ้าสองในสามเกิดขึ้นแล้วพีคเริ่มหดลง นั่นคือเวลาของเครื่องมือชิ้นนี้
ออกแบบมาเพื่อเก็บผลตอบแทนจากปีที่ตลาดช็อก ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ S&P 500 ทุกปี ถือหกเดือนเพราะจังหวะหลังตลาดล้างต้องการเวลาให้ราคาฟื้นเต็มรอบ และวันเข้าถูกกำหนดโดยตลาดไม่ใช่ปฏิทิน — ควรใช้เป็นตัวเสริมพอร์ต ไม่ใช่ตัวหลักตัวเดียว
ไม่ต้องรู้ว่าก้นอยู่ตรงไหน
แค่รู้ว่า พีคผ่านไปหรือยัง
ระบบนี้นับจำนวนหุ้นที่ถูกล้างพร้อมกัน ไม่ใช่ความชันของดัชนี และเข้าเมื่อพีคของความกลัวหดลงเหลือครึ่งหนึ่งแล้ว
ต้องมีผู้ยืนยันอย่างน้อยสองในสาม ถือ 6 เดือน ยืดต่อถ้าวันครบกำหนดตลาดยังอยู่ในโหมดหลบภัย
11 ปี 26 สัญญาณ เข้าจริง 19 ไม้ เฉลี่ย +39.6% ต่อไม้ ขณะที่ซื้อดัชนีในจังหวะเดียวกันได้ +14.2%
และ 19 ไม้ยังเล็กเกินกว่าจะเรียกว่าข้อพิสูจน์ — รายชื่อหุ้นที่ใช้คัดยังเป็นสมาชิกดัชนีชุดปัจจุบัน และช่วงทดสอบยังไม่มีปี 2551
การลงทุนมีความเสี่ยง · เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน · ผลในอดีตไม่ได้การันตีผลในอนาคต
ตัวเลขทั้งหมดในบทความมาจากการทดสอบย้อนหลัง (backtest) บนข้อมูลราคารายวันของหุ้นใน S&P 500 และราคา SPY จากชุดข้อมูลของ JP Trust Learning ช่วง 2 ม.ค. 2558 ถึง 18 ก.ย. 2569 · ทุนสมมติไม้ละ 10,000 ดอลลาร์ หักค่าธรรมเนียม 0.05% ต่อข้าง ไม่รวมภาษี ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน และ slippage · รายชื่อหุ้นที่ใช้คัดเป็นสมาชิกดัชนีชุดปัจจุบัน ซึ่งทำให้ผลการทดสอบสูงกว่าความเป็นจริง · ผลตอบแทนเฉลี่ยรายปีคิดบนฐานไม้ซ้อนสูงสุดของแต่ละปี ไม่ใช่ CAGR ของพอร์ต · เรียบเรียงโดย JP Trust Learning